วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

ขนมชั้น

วิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อย หอมนุ่มเหนียว ใสปิ๊ง ขนมชั้นเป็นขนมไทยโบราณ และยังเป็นขนมมงคลที่ใช้ในงานมงคลต่างๆ คนโบราณนิยมทำกันถึง 9 ชั้น เพราะถือเคล็ดเลข 9 ว่า จะได้เป็น “ศิริมงคลเจริญก้าวหน้า มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ” แก่เจ้าภาพ และชุดขนมชั้นยังจัดอยู่ในชุดของขนมแต่งงานในพิธีขันหมาก เนื่องจากมีชื่อที่เป็นศิริมงคล เชื่อว่าทุกคนคงเคยรับประทานขนมชั้นมาแล้ว ด้วยสีสันน่ารับประทาน มีรสหวานหอมอร่อย วันนี้เรา zabwer.com จึงได้นำวิธีทำขนมชั้นสูตรอร่อยๆ มาฝากครับ เป็นสูตรของคุณนุช ขนมชั้น วุ้นกุหลาบ และเบเกอรี่ ที่ได้แบ่งปันสูตรดีๆนี้ เป็นอีกสูตรขนมชั้นที่อร่อย หวานหอมกำลังดี และนุ่มเหนียว…ที่คนชอบขนมชั้นห้ามพลาด ที่มีเคล็ดลับขั้นตอนการทำดังนี้ครับ ส่วนผสม แป้งมันสำปะหลัง 300 กรัม แป้งท้าวยายม่อม 40 กรัม แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม น้ำตาลทราย 600 กรัม (เป็นสูตรหวานกำลังดี) กะทิกล่อง(อร่อยดี) 850 กรัม (หรือ 850 มิลลิลิตร …คืออันเดียวกันมีค่าเทียบเท่ากัน) ใบเตย สีผสมอาหารตามชอบ / หรือน้ำคั้นจากดอกอัญชัน-ใบเตย (ใช้น้ำคั้นเท่าไหร่…ก็ลดปริมาณกะทิลงเป็นจำนวนเท่ากัน) ** หมายเหตุ : สูตรนี้ได้ 50 ชิ้น สำหรับพิมพ์ขนาด 5 ซม. วิธีทำ 1. เริ่มจากเคี่ยวกะทิน้ำเชื่อมก่อนเลย…แบ่งกะทิ 1/3 ใส่หม้อไปตั้งไฟอ่อนๆ เอาน้ำตาลทรายใส่ และเอาใบเตยหั่นเป็นชิ้นใส่ลงไปพร้อมกันเลย…จากนั้นเคี่ยวเอาแค่พอน้ำตาลทรายละลายสักครู่ไม่ถึงกับดือด (จะได้กลิ่นหอมของใบเตยออกมา) แล้วยกลงรอให้เย็น 2. ผสมแป้งทั้ง 3 อย่างให้เข้ากัน แล้วนำแป้งไปผสมกับกะทิทีละน้อยๆนวดให้เข้ากัน ดังนี้; 2.1) เอาแป้งทั้งสามอย่างผสมลงในหม้อ (หรือชามผสมก็ได้) คนให้เข้ากันและทำบ่อตรงกลาง 2.2) เอาน้ำกะทิที่เหลือค่อยๆใส่ลงไป สัก 1-2 ถ้วย 2.3) คนแป้งกับกะทิด้วยทัพพี คนแป้งไปเรื่อยๆ…พอแป้งแข็งจับเป็นก้อนเติมกะทิลงไปอีก 1-2 ถ้วย 2.4) ใส่กะทิเมื่อแป้งเริ่มหนืด…และคนต่อไปจนแป้งทั้งหมดละลาย…ทำจนกะทิหมด 2.5) จะได้แป้งละลายไม่เป็นก้อน 2.6) จากนั้นจึงเติมน้ำเชื่อมกะทิลงไป แล้วคนๆๆๆๆ อีก 5-10 นาที 3. เอาซึ้งใส่น้ำประมาณ ¾ ของรังถึง ตั้งไฟใช้ไฟแรง…ตั้งน้ำจนเดือด 4. จากนั้นนำถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือพิมพ์ไปนึ่งในซึ้งน้ำเดือดให้ร้อนจัด ประมาณ 5 นาที (เพื่อป้องกันขนมติดขอบพิมพ์) 5. แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยที่ 1 ผสมกับน้ำใบเตย และถ้วยที่ 2 เป็นน้ำแป้งสีขาว…โดยสีในแป้งให้ผสมอ่อนกว่าสีที่ต้องการ เพราะเวลานึ่งสุก สีของขนมจะเข้มขึ้นอีก 6. หยอดแป้งขนมลงถาดหรือพิมพ์ที่เตียมไว้ ตักแป้งใส่แต่ละครั้งให้สลับสีกัน (ปริมาณเท่ากัน) ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น (ให้สังเกตุแป้งที่สุกจะมีลักษณะใสเป็นเงา) เมื่อแป้งสุกแล้วจึงค่อยหยอดชั้นต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มถาด…นึ่งจนสุก · ถ้าใช้พิมพ์ 5ซม. ให้หยอด 3-4 ชั้น แต่ละชั้นใช้แป้งประมาณ ¾ ช้อนโต๊ะ ใช้เวลานึ่ง 5-7 นาทีต่อชั้น 7. เมื่อขนมสุกแล้ว...ให้ปิดฝารังถึงก่อน แล้วยกถาดขนมออก ขนมที่ยกลงจากรังถึงให้วางพักบนตะแกรงพักจนเย็นสนิทซะก่อน…แล้วจึงค่อยแกะขนมออกจากถาด และหั่นแบ่งเป็นขนาดตามต้องการ ให้จุ่มมีดลงในน้ำร้อน แล้วกดลงบนขนมเป็นชิ้นๆ (เพื่อไม่ให้น่าขนมเละ) จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ เคล็ดลับการนึ่งขนมชั้นให้อร่อย 1. การตักแป้งหยอดแต่ละชั้น ให้ตักแป้งใส่สลับสีกัน ส่วนชั้นสุดท้ายควรใส่เป็นสีเข้มครับดูมีสีสันน่ารับประทาน 2. การตักแป้งหยอดชั้นถัดไป จะต้องให้แป้งขนมชั้นล่างสุกซะก่อน…สังเกตุคือจะมีลักษณะใสเป็นเงา เพราะถ้าแป้งชั้นใดชั้นหนึ่งไม่สุก ชั้นต่อๆไปก็จะนึ่งไม่สุกด้วย ใช้เวลานึ่งประมาณ 5-7 นาทีต่อชั้น (ขึ้นอยู่กับปริมาณแป้งที่ใส่…ถ้าปริมาณแป้งมาก, ก็ใช้เวลานึ่งมากด้วย) แล้วจึงใส่แป้งชั้นต่อไป 3. ก่อนจะหยอดส่วนผสมแป้งทุกครั้ง ควรคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อน เพราะแป้งมักจะนอนก้น 4. การนึ่งขนมในแต่ละชั้น…ทุกครั้งที่จะปิดฝารังถึง…ให้เอาผ้าสะอาดเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ในฝาซึ้งให้แห้งก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ละอองน้ำที่ฝารังถึงหยดลงบนหน้าขนม 5. ขนมชั้นที่ดี เวลาสุกแล้วจะมีหน้าขนมเรียบ แป้งมีความเหนียวนุ่ม และสามารถลอกเป็นชั้นๆได้ มีรสชาติหอมหวานมันกำลังดี ขอขอบคุณรูปภาพจาก: pantip.com Horolive.com เคล็ดลับความอร่อย แป้งแต่ละชนิดที่เป็นส่วนผสมในขนมชั้นล้วนแต่มีความสำคัญแตกต่างกันไป ดังนี้ · แป้งมัน ทำให้เนื้อขนมเนียน นุ่ม เหนียว หนืด ดูใสเป็นมัน · แป้งท้าวยายม่อม ทำให้เนื้อขนมเนียน เหนียว แข็ง แต่จะใสน้อยกว่าแป้งมัน · แป้งข้าวเจ้า ทำให้เนื้อขนมแข็ง และอยู่ตัว · แป้งถั่ว จะทำให้ขนมอยู่ตัว ไม่เหนียวมากเกินไป กะทิ เป็นส่วนของเหลวที่จำเป็นมากในขนมชั้นทำให้ขนมทั้งหอมและมัน · ถ้าใส่มากจะทำให้ขนมเหลว ลอกชั้นได้ยาก · ถ้ากะทิน้อย ขนมจะแข็งกระด้างไม่น่ารับประทาน · ใช้กะทิที่เข้มข้นพอดี จะทำให้ขนมเป็นชั้นลอกออกจากกันได้ง่าย ผิวดูเป็นมัน เวลาหยิบไม่ติดมือ น้ำตาล สิ่งเดียวที่จะให้รสชาติความหวานในขนมชั้น ถ้าใส่น้ำตาลมากไปขนมจะหวานจัด แฉะ ลอกชั้นได้ยาก ความเหนียวของขนมก็จะน้อยลงด้วย

ขนมเบื้อง

สูตรขนมเบื้อง ขนมไทยวัยเด็กที่อยากลองทำเล่น แจกสูตรขนมเบื้อง ขนมไทยโบราณที่วัยเด็กใฝ่ฝันอยากลองทำ จัดเต็มทั้งสูตรแป้งขนมเบื้อง สูตรครีม สูตรไส้เค็ม ไส้หวาน กินกันเพลิน ๆ อร่อยแบบไทย ๆ เชื่อว่าตอนเด็ก ๆ ต้องมีใครหลายคนที่ใฝ่ฝันอยากลองวน ๆ แซะ ๆ ขนมเบื้องกันบ้างล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมอยากสานฝันให้คนไทยหันมาทำขนมไทยอย่างขนมเบื้องไทยกันดู ถึงแม้สูตรขนมเบื้องชาววังจะมีส่วนผสมที่เยอะแยะไปนิด แต่รับรองว่า ผลที่ออกมาคุ้มคาราคาคุยแน่นอน วันหยุดว่าง ๆ ก็ชวนลูกหลานญาติพี่น้องมาปาร์ตี้ขนมเบื้องกัน นั่งวน ๆ แซะ ๆ แงะ ๆ จับเข้าปากครีมขาวเปื้อนมือติดนิ้ว อร่อยไม่พอ ยังแฮปปี้ดี๊ด๊ากันทั้งครอบครัวเลยด้วย ส่วนผสม แป้งขนมเบื้อง แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย ถั่วเขียวคั่วป่นละเอียด 1 ถ้วย (หรือแป้งถั่วเขียว) น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำปูนใส 2 ถ้วย (หรือน้ำเปล่า) ส่วนผสม ครีมขนมเบื้อง ไข่ขาว (ไข่เป็ด) แช่เย็นจัด 2 ฟอง น้ำตาลปี๊บ 400 กรัม ส่วนผสม ไส้หวาน ฝอยทอง 2 ถ้วย งาขาวคั่ว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 1/2 ถ้วย ส่วนผสม ไส้เค็ม รากผักชี 2 ราก กระเทียม 5 กลีบ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา มะพร้าวขาวขูด 1 ถ้วย เกลือป่น 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ กุ้งสดสับละเอียด 1/2 ถ้วย สีผสมอาหารสีส้ม เล็กน้อย น้ำมันพืชสำหรับผัด อุปกรณ์ที่ควรมี เครื่องตีแป้ง กระจ่า เตาขนมเบื้อง (ถ้าไม่มีใช้กระทะเทฟลอน) วิธีทำแป้งขนมเบื้อง 1. ผสมแป้งข้าวเจ้า ถั่วเขียวคั่วป่น น้ำตาลทราย และไข่ไก่เข้าด้วยกัน 2. ค่อย ๆ เทน้ำปูนใสลงไปทีละน้อยแล้วสลับกับนวดแป้งไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมแป้งเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ประมาณ 10 นาที และน้ำตาลทรายละลายหมด เตรียมไว้ วิธีทำครีมขนมเบื้อง ตีไข่ขาวกับน้ำตาลปี๊บด้วยความเร็วสูงสุดจนขึ้นฟูและตั้งยอด ประมาณ 10-15 นาที หมายเหตุ : ถ้าไม่มีเครื่องตีแป้งให้ใช้ตะกร้อมือแทนได้ แต่ต้องใช้ความเร็วสูง และตีพอส่วนผสมเป็นเนื้อครีมเป็นอันใช้ได้ วิธีทำไส้เค็ม 1. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเข้าด้วยกันจนละเอียด 2. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ใช้ไฟปานกลาง ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดจนหอม 3. ใส่กุ้งและมะพร้าวขูดลงไปผัดจนสุก เติมสีผสมอาหารสีส้มลงไปเล็กน่้อย (พอให้สีสวย) ผัดให้เข้ากัน 4. ปรุงรสด้วยเกลือป่นและน้ำตาลทราย ชิมรสตามชอบ ผัดให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ เตรียมไว้ สูตรขนมเบื้อง ขนมไทยวัยเด็กที่อยากลองทำเล่น วิธีทำขนมเบื้อง 1. เปิดเตาขนมเบื้อง (หรือกระทะเทฟลอน) ใช้ไฟอ่อน ๆ แล้วใช้กระจ่าตักแป้งขนมเบื้องแล้วละเลงเป็นแผ่นบาง ๆ (ขนาดตามต้องการ) ลงบนเตารอจนแป้งสุก (จะเป็นสีขาว) 2. ใช้กระจ่าตักส่วนผสมครีมทาลงบนแป้ง รอจนครีมร้อนจะเป็นฟองอากาศ 3. ตักส่วนผสมไส้หวานและไส้เค็มวางลงครีมตามชอบ 4. พอแป้งเกรียมและเริ่มกรอบแล้ว ใช้เกียงแซะแป้งขึ้นแล้วพับเป็นครึ่งวงกลม แซะขึ้นจากเตา จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ อยู่ดี ๆ ก็สำนึกรักความเป็นไทยขึ้นมา อยากจะลองแซะขนมเบื้องกับเขาดูบ้าง อร่อย ๆ แบบนี้ อย่าพลาดนะคะ อ้วนเป็นอ้วน ไม่แคร์อยู่แล้ว

บําเพ็ญประโยชน์

นักเรียนจะทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมทุกวันพุธหลังเลิกเรียน โดยเลือกทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เช่น ทำสวน เพ้นท์ผนังโรงเรียน เข้ากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เข้าชมรมหุ่นกระบอก สอนภาษาอังกฤษ หรือเป็นโค้ชให้ทีมกีฬา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะนำโดยครูและนักเรียนรุ่นพี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัยว่าพวกเขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโรงเรียนและสังคมได้อย่างไร กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมเป็นหลักสูตรที่จำเป็นสำหรับการจบการศึกษา นักเรียนของเราจะได้รับการปลูกฝังให้มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ตลอดจนมีน้ำใจและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในหนึ่งสัปดาห์นักเรียนประจำจะทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ช่วยสอนรุ่นน้องอ่านหนังสือ สอนภาษาอังกฤษให้คนในชุมชนบริเวณนอกโรงเรียน โค้ชทีมกีฬา จัดเกมการแข่งขันต่างๆ ทำสวน หรือไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้า ในแต่ละปีนักเรียนรุ่นพี่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพิ่มขึ้น โดยใช้เวลาในช่วงการเรียนรู้นอกสถานที่ (Classrooms Without Walls) ซึ่งจนถึงปัจจุบันพวกเขาได้มีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ มากมาย เช่น การสร้างกำแพงและสอนกีฬาให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนใกล้อำเภอฝาง ช่วยสร้างบ้านในโครงการ “ที่อยู่อาศัยเพื่อเพื่อนมนุษย์” และทำงานร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ในจังหวัดเชียงราย เพื่อการสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม นักเรียนรุ่นเยาว์จะได้รับการปลูกฝังความห่วงใย เอื้ออาทร และการเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ในขณะที่นักเรียนรุ่นพี่จะได้เรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในการแบ่งปันและเสียสละ ทั้งนี้โรงเรียนมีความเชื่อมั่นว่าเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการปลูกฝังคุณค่าเหล่านี้ให้กับเด็กๆ โดยจะเห็นได้จากวิธีคิดของพวกเขาที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเสมอในยามที่พวกเขาเดือดร้อน ดังเช่นตัวอย่างกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมของนักเรียน ดังต่อไปนี้

ออมเงิน

9 วิธีการออมเงินง่ายๆ สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง 23 ก.ย. 59 (09:19 น.) เปิดอ่าน ความคิดเห็น 3 พิมพ์หน้านี้ ก ก 9 วิธีการออมเงินง่ายๆ สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง 9 วิธีการออมเงินง่ายๆ สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง Masii สนับสนุนเนื้อหา ข้าวของราคาแพง ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น สินค้าก็มีแต่ขึ้นราคา แต่เงินเดือนไม่ยักขึ้นตาม สุดท้ายก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีหนี้บัตรเครดิตพ่วงยาวเป็นวา เงินออมไม่ต้องพูดถึง จริงๆ แล้วการออมเงินไม่ได้เป็นเรื่องยากนะคะ บางคนเป็นหนี้อยู่ก็ยังออมเงินได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องตั้งใจทำนิดนึงค่ะ วันนี้เรามาดู 9 วิธ๊การออมเงินง้ายง่าย เป็นคนเก็บเงินไม่เก่งก็ทำได้ 1เก็บก่อนใช้ วิธีนี้ เป็นวิธีการเริ่มต้นง่ายๆ ของคนอยากมีเงินออมค่ะ ใครๆ ก็ทำได้ เห็นผลง่าย แต่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้เอาเงินส่วนนี้ไปใช้นะคะ วิธีการ: เมื่อเงินเดือนออก แบ่ง 10% ของเงินเดือนเพื่อเป็นเงินออมทันที และเงินก้อนนี้เพื่อการออมอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ห้ามเอาออกมาใช้เด็ดขาด ส่วนที่เหลือ ก็แบ่งเป็นส่วนๆ เพื่อจ่ายหนี้ จ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ และใช้จ่ายประจำวัน วิธีการออมเงินแบบนี้เป็นวิธีที่จะสามารถช่วยเราสร้างวินัยในการออมเงินได้ค่ะ 2พกเงินน้อยลง หากเราเป็นอีกคนที่ใช้เงินเก่ง เก็บเงินไม่เก่ง มีเท่าไหร่ใช้ได้หมดเท่านั้น แปลว่าเราเป็นคนพกเงินเยอะ ก็ใช้เยอะ แล้วถ้าพกเงินน้อยล่ะ? วิธีการ: พกเงินติดตัวจำนวนน้อยกว่าที่เคย อาจจะใช้ระบบการคำนวณค่าใช้จ่ายรายวัน ว่าเราใช้เงินต่อสัปดาห์เท่าไหร่ แล้วพกพอดีเท่านั้น และคอยเตือนตัวเองว่านี่คือเงินที่เราต้องใช้ทั้งสัปดาห์นะ ไม่ใช่ใช้หมดใน 1 วัน แล้วถอนเงินเป็นรายสัปดาห์แทนที่จะถอนเมื่อเงินหมด ก็จะสามารถช่วยคุณออมเงินได้เช่นกันค่ะ 3งดใช้บัตรเครดิต จำกัดการใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระค่าใช้จ่ายประจำเดือนเท่านั้น แทนที่จะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าค่ะ วิธีการ: ใช้บัตรเครดิตเพื่อการชำระค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ผ่อนสินเชื่อ หรือหากต้องซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ ราคาแพง เช่นต้องซื้อตู้เย็นใหม่ เครื่องซักผ้า ฯลฯ ถึงใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้บัตรเครดิตในการช็อปปิ้งสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าจุกจิกค่ะ เพราะแบบนั้นจะทำให้เราเผลอใช้บัตรเครดิตบ่อยมาก ทำให้มียอดจุกจิกเต็มไปหมด แต่ยอดจุกจิกเนี่ยล่ะค่ะ รวมๆ กันแล้วมันกลับเยอะ เผลอๆ จะจ่ายไม่ไหวเอา ก็จ่ายได้แค่ขั้นต่ำ ทำให้เราต้องเสียดอกเบี้ยตามมา ใช้แต่พอดีนะคะ จะได้มีเงินออมกันค่ะ 4เก็บแบงค์ 50 บาท เป็นวิธีออมเงินที่ง่ายอีกอย่างที่เราสามารถทำได้วันนี้เลยนะคะ เก็บแต่แบงก์ 50 บาทค่ะ วิธีการ: ได้แบงก์ 50 บาทมาเมื่อไหร่ เก็บเมื่อนั้น ซุกไว้ในมุมมืดของกระเป๋าตังค์ กลับบ้านก็เอาไปหยอดใส่กระปุก หรือกระป๋องที่เราเตรียมไว้ พอกระปุกเต็ม หรืออาจจะครบระยะเวลาที่เรากำหนด ก็นำเงินส่วนนี้ไปฝากธนาคาร ง่ายม้๊ยคะ สมัยนี้แบงก์ 50 บาทก็เรียกได้ว่ายังเป็นแบงก์ที่ได้ไม่บ่อย คนใช้ไม่เยอะ คิดซะว่าเป็นของหายาก ต้องเก็บรักษา ถึงเดือน หรือทุก 2-3 เดือนก็เอาไปฝากธนาคาร บางคนใช้วิธีนี้เก็บเงินได้เป็นหมี่นๆ นำเงินเก็บไปเที่ยวต่างประเทศได้เลยก็มีค่ะ 5เปิดบัญชีฝากประจำระยะยาว หากเราเป็นคนที่ใจอ่อนกับตัวเอง วิธีการบังคับตัวเองให้ออมเงินอีกอย่าง คือการเปิดบัญชีเงินฝากประจำระยะยาว อาจจะเริ่มที่ 5 ปีก่อน แล้วค่อยขยับขยายก็ได้ค่ะ วิธีการ: เปิดบัญชีเงินฝากประจำ เริ่มต้นที่ฝากประจำเป็นเวลา 5 ปี แล้วฝากเงินจำนวนเท่าๆ กันในบัญชีนั้น ทุกๆ เดือน โดยใช้ระบบการตัดยอดเงินอัตโนมัติตามจำนวน และระยะเวลาที่เราต้องการ แล้วนำฝากเข้าบัญชีฝากประจำทุกเดือน เพราะว่าบัญชีเงินฝากประจำเราจะไม่สามารถนำเงินออกมาได้จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา การตั้งให้มีการตัดเงิน โอนเงินอัตโนมัติจะทำให้เราไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องไปโอนเงิน หรือฝากเงินด้วยตัวเอง ไม่ต้องทำบัตร ATM ด้วยค่ะ แค่นี้เราก็มีเงินเก็บทุกๆ เดือนแน่นอนแล้วค่ะ 6หยอดกระปุกออมสิน หยอดกระปุก เรื่องเด็กๆ แต่บางคนหยอดกระปุกก็จริงแต่ก็แคะกระปุกมาใช้ตลอด แบบนี้ก็เก็บเงินไม่อยู่เหมือนกันนะคะ จริงๆ แล้วการหยอดกระปุก จะให้ดี เราควรทำการแบ่งกระปุกออกเป็นหลายๆ จุดประสงค์ แต่ละกระปุกก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไปค่ะ วิธีการ: หากระปุกออมสินมาหลายๆ ใบ นำกระดาษเขียนจุดประสงค์การเก็บเงินของแต่ละกระปุกมาแปะไว้ที่กระปุก เช่น สำหรับเที่ยวสงกรานต์ปี 59 ซื้อนาฬิกาใหม่ ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ซื้อแล็บท็อปใหม่ เป็นต้น อย่าลืมแบ่ง 1 กระปุกไว้สำหรับการออมเงินด้วยนะคะ คุณอาจจะแบ่งหยอดกระปุก วันละ 10-20 บาทต่อกระปุก หยอดโดยแบ่งจากจำนวนเงินที่เหลือใช้รายวัน รายสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ทีนี้ก็มีเงินสะสมเพื่อใช้ซื้อโน่นนี่แล้วยังมีแล้วแบ่งเงินหยอดกระปุกสำหรับการออมเงินอีกด้วยค่ะ ได้ประโยชน์รอบตัวเลย 7เอาชนะใจตัวเอง สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการออมเงิน คิดว่าคงเป็นการเอาชนะใจตัวเอง ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่เอาเงินในกระปุกออกมาใช้จ่าย แต่จะทำยังไงล่ะถึงจะบังคับตัวเอง สร้างวินัยในการออมเงินใหม่ได้? วิธีการ: สร้างเป้าหมายระยะยาวสำหรับการออมเงินให้ตัวเอง ว่าเราต้องการออมเงินเพื่ออะไร ซื้อบ้าน ซื้อรถ ดูแลครอบครัว ซื้อคอนโด ฯลฯ มีเป้าหมายชัดเจนในการออมเงิน แล้วใช้เป้าหมายนี้เตือนตัวเองว่าเราต้องออมเงินไปเพื่ออะไร หากเรามีเป้าหมายชัดเจนสำหรับการออมเงิน ว่าเราต้องการออมเงินไปเพื่ออะไร แม้ว่าจะเป็นการออมเงินเพื่อการมีเงินสะสม เพื่ออนาคตที่สุขสบาย ก็ยังเป็นเป้าหมายที่ดีค่ะ แล้วเราก็ใช้เป้าหมายเหล่านี้แหละค่ะมาเตือนตัวเองเวลาเราคิดจะแคะกระปุกเอาเงินไปใช้ ว่าเราอุตส่าห์อดทนออมเงินเพื่ออะไรกันแน่ พอเรานึกถึงเป้าหมายแล้ว รับรองว่าสามารถเอาชนะใจตัวเองได้แน่นอนค่ะ 8ไม่ยึดติดแบรนด์เนม พวกเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ของแบรนด์เนมก็ได้นะคะ เลือกยี่ห้อที่ราคาดี คุณภาพดี คุ้มค่ากับราคา ใช้งานได้นานๆ จะดีกว่าเลือกของแพงๆ เพราะจะได้ใช้แล้วดูดีค่ะ วิธีการ: เลือกสินค้า ของใช้ที่คุณภาพ และความเหมาะสมของคุณภาพและราคา โดยใช้จุดประสงค์ที่เราต้องการซื้อเป็นหลัก หากเราเป็นนักธุรกิจ อาจจะลงทุนเพื่อสั่งตัดชุดทำงานชุดเก่งสัก 2 ชุดที่ดูดี เวลาเราต้องออกไปพบลูกค้า หรือหุ้นส่วน หรือเข้าประชุม ส่วนนอกจากนั้น อาจจะซื้อเสื้อโปโล หรือเสื้อเชิ้ตที่ดูดี ไม่ได้ต้องแพงใส่วันทำงานธรรมดาแทนก็ได้ค่ะ ของแบบนี้มิกซ์แอนด์แมทช์ได้อยู่แล้ว ทีนี้ก็มีเงินเก็บได้อีกเพียบเลยค่ะ 9 ลดค่าใช้จ่าย วันๆ หนึ่ง คนทำงานต้องกินต้องใช้ กาแฟ ชา ขนม นม เนย ของขบเคี้ยวแก้ง่วง ถ้าซื้อบ่อย ซื้อประจำ ก็เปลืองเงิน อะไรลดได้ก็ลดดีกว่าค่ะ ถือซะว่าเป็นการลดน้ำหนักไปในตัวด้วยเลย วิธีการ: ลดการซื้อชา กาแฟ เปลี่ยนมาซื้อชาเป็นกล่อง กาแฟผงชงเอง ลดปริมาณขนมขบเคี้ยวที่รับประทานประจำวัน วางแผนอาหารการกินของตัวเอง จริงๆ แล้วหากเราทำกับข้าวเองอยู่แล้ว เราก็สามารถทำกับข้าวเพิ่มตอนกลางคืน แล้วนำที่เหลือใส่กล่องมารับประทานที่ออฟฟิศแทนก็ได้นะคะ เป็นการลดค่าใช้จ่าย แถมได้กินคลีน กินอาหารดีๆ อีกด้วยค่ะ แล้วก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มสิ่งที่เราทำประจำวันแต่อย่างใดเลยด้วยค่ะ จริงๆ แล้วคนทุกคนสามารถเก็บออมเงินได้ทุกคนนะคะ เพียงแค่เราจะต้องตั้งใจสร้างวินัยในการออมเงินของเราให้ได้เสียก่อน ตั้งใจว่าจะเก็บเงินจริงจัง ตั้งเป้าหมายการออมเงินให้ตัวเอง แล้วใช้เป้าหมายนี้ล่ะค่ะในการเตือนตัวเอง เราก็จะสามารถเก็บออมเงินได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จกับการออมเงินนะคะ มาสิขอเอาใจช่วยค่ะ

อยากสูง

1. กระโดดเชือก 600 ครั้ง หรือ ออกกำลังที่มีการยืดใช้เวลาประมาณ 30 นาที (เช้า - เย็น) ถ้าหากเบื่อวิธีที่กล่าวมา ก็เต้นแอโรบิค หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเต้น ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวก็ใช้ได้เหมือนกัน ใช้เวลาติดต่อกัน 30 - 60 นาที (ว่ายน้ำ วิ่งช้า ๆ ขี่จักรยาน บาสเกตบอล เทนนิส เดินเร็ว และอื่นที่มีการกระโดด) ก็ได้ทำให้สูงได้เหมือนกัน 2. ดื่มนมวันละ 2 แก้ว หลังอาหาร (เช้า - หลังอาหาร) เพราะนมวัวไม่เพียงอุดมไปด้วยแคลเซียมและสารอาหารต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารบางอย่างที่ทำให้สูงขึ้นหรือทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้นนั้นเอง เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการสูงขึ้น 3. นอนเวลาประมาณ 3 ทุ่มขึ้นไป แต่ห้ามนอนหลังเที่ยงคืนและนอนให้เพียงพอ *(เพราะฮอร์โมนความสูงจะหลั่งตั้งแต่ เที่ยงคืน ถึง ตี 5) 4. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น) สารอาหารให้ครบ 5 หมู่ 5. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอลฮอล์ และ น้ำอัดลม งดสูบบุรี่ เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่จะทำให้มีโอกาสสูงได้น้อยลงได้เหมือนกัน ถ้าคุณทำตาม 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ภายใน 1 เดือน (30 วัน) รับรองได้คุณจะสูงเพิ่มอีกเฉลี่ยเดือนละ 1.30 เซนติเมตร (แต่ต้องทำทุกวัน) สู้ๆนะคะทุกคน คิดไว้เราต้องสูงๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วเราจะทำได้ **ตอนนี้ จขกท. พนันไว้กับเพื่อนเปิดเทอมมาใครสูงกว่ากันชนะ มันเป็นผู้ชาย {มันเตี้ยที่สุดในผู้ชายของห้องส่วนจขกท.[ห้องจขกท. มีผู้ชาย5คน ที่เหลือตก ผู้ชายที่เก่งๆมีแค่นี้หรอ55 ***ผู้ชายมีน้อยโปรดใช้สอยอย่างประหยัด]} จขกท.เป็นผู้หญิง สูงเท่ากันเลย ประมาน159-160 เนี่ยแหละ ปีนี้จะขึ้น ม.3 ตอนนี้ออกกำลังกายทุกวันเลย เราต้องทำได้ใช่มั้ยทุกคน

All Eyes On You

[Chris Brown:] [คริส บราวนํ :] Yeah, baby, is you drunk, is you had enough? เย่ , เบ๊บี้ , อิส ยู ดรั๊งค , อิส ยู แฮ็ด อีน๊าฟ ? Are you here lookin’ for love? Oh แอ ยู เฮียร ลุคกิน ฟอร์ ลัฝ ?โอ Got the club goin’ crazy ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ All these bitches, but my eyes on you ออล ฑิส บิดเชด , บั๊ท มาย อาย ออน ยู Is you somebody’s baby? อิส ยู ซัมบอดี้ เบ๊บี้ ? If you ain’t, girl what we gon’ do? อิ๊ฟ ยู อิ้นท , เกิร์ล ว๊อท วี ก็อน ดู ? If you ain’t gon’ need it, baby (yeah, yeah, yeah) อิ๊ฟ ยู อิ้นท ก็อน นี๊ด อิท , เบ๊บี้ (เย่ , เย่ , เย่ ) Give it all up for you right now กี๊ฝ อิท ออล อั๊พ ฟอร์ ยู ไร๊ท นาว We got the club goin’ crazy วี ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ (All eyes) (ออล อาย ) All eyes on you ออล อาย ออน ยู [Meek Mill:] [มีค มิลล์ :] She was the baddest, I was the realest ชี วอส แบดเดส , ไอ วอส รีเอวรีเอส We was the flyest, up in the building วี วอส ฟายเอส , อั๊พ อิน บิ้ลดิง (We was) countin’ this money, lovin’ the feelin’ (วี วอส ) เค๊าดิน ดิส มั๊นนี่ , ลัฝวิน ฟีลิน Look at you now, in love with a hitta ลุ๊ค แอ็ท ยู นาว , อิน ลัฝ วิธ อะ.-ฮิทดา But now it’s all eyes on me, and it all lies on me บั๊ท นาว อิท ออล อาย ออน มี , แอนด์ อิท ออล ไล ออน มี To say somethin’ to your pretty ass ทู เซย์ ซัมติน ทู ยุร พริ๊ทที่ อาซ Some hood shit, like “what you looking at?” ซัม ฮุด ชิท , ไล๊ค “วอท ยู ลุ๊คคิง แอท?” Cause I’m good for that, Birkin bags, I’m good for that ค๊อส ไอ กู๊ด ฟอร์ แด้ท , เบอคิน แบ๊ก , ไอ กู๊ด ฟอร์ แด้ท Might just be your plug for that ไมท จั๊สท บี ยุร พลั๊ก ฟอร์ แด้ท You might fall in love with that, got love for that ยู ไมท ฟอลล์ อิน ลัฝ วิธ แด้ท , ก็อท ลัฝ ฟอร์ แด้ท What’s your name? Who you with? ว๊อท ยุร เนม ?ฮู ยู วิธ ? Where you from? You the shit แวร์ ยู ฟรอม ?ยู ชิท Choose and pick, get the right one ชู๊ส แอนด์ พิค , เก็ท ไร๊ท วัน All these chicks, got to like one ออล ฑิส ชิค , ก็อท ทู ไล๊ค วัน All these hit you, got to like one ออล ฑิส ฮิท ยู , ก็อท ทู ไล๊ค วัน All these bottles, got to like some ออล ฑิส บ๊อทเทิ่ล , ก็อท ทู ไล๊ค ซัม All these models, got the right one ออล ฑิส โม๊เด็ล , ก็อท ไร๊ท วัน What you gon’ do? Hide or run? ว๊อท ยู ก็อน ดู ?ไฮด์ ออ รัน ? (Whoa, you ready) (โว้ว , ยู เร๊ดี้ ) [Chris Brown:] [คริส บราวนํ :] Baby, is you drunk, is you had enough? เบ๊บี้ , อิส ยู ดรั๊งค , อิส ยู แฮ็ด อีน๊าฟ ? Are you here lookin’ for love? Oh แอ ยู เฮียร ลุคกิน ฟอร์ ลัฝ ?โอ Got the club goin’ crazy ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ All these bitches, but my eyes on you ออล ฑิส บิดเชด , บั๊ท มาย อาย ออน ยู Is you somebody’s baby? อิส ยู ซัมบอดี้ เบ๊บี้ ? If you ain’t, girl what we gon’ do? อิ๊ฟ ยู อิ้นท , เกิร์ล ว๊อท วี ก็อน ดู ? If you ain’t gon’ need it, baby (yeah, yeah, yeah) อิ๊ฟ ยู อิ้นท ก็อน นี๊ด อิท , เบ๊บี้ (เย่ , เย่ , เย่ ) Give it all up for you right now กี๊ฝ อิท ออล อั๊พ ฟอร์ ยู ไร๊ท นาว We got the club goin’ crazy วี ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ (All eyes) (ออล อาย ) All eyes on you ออล อาย ออน ยู [Nicki Minaj (Meek Mill):] [นิคกี มินาจ (มีค มิลล์ ):] He was the realest, I was the baddest, we was the illest ฮี วอส รีเอวรีเอส , ไอ วอส แบดเดส , วี วอส ไอเลสชฺ When he approached me, I said, “Yo what the deal is?” เว็น ฮี แอพโพร๊ช มี , ไอ เซ็ด , “โย ว๊อท ดีล อีส?” In and out them dealers, rockin’ chinchillas อิน แอนด์ เอ๊าท เด็ม ดีลเออะ , รอคกิน ชินชีลละ I got him in the back of that ‘bach, I think he catchin’ feelings ไอ ก็อท ฮิม อิน แบ็ค อ็อฝ แด้ท บากคฺ , ไอ ทริ๊งค ฮี แคซชิน ฟีลอิง Now it’s all eyes on us, and this all lies on trust นาว อิท ออล อาย ออน อัซ , แอนด์ ดิส ออล ไล ออน ทรัสท And if them bitches wanna trip, tell ’em they tour guides on us แอนด์ อิ๊ฟ เด็ม บิดเชด วอนนา ทริ๊พ , เทลล เอ็ม เด ทัวร์ ไก๊ด ออน อัซ This kitty cat on reclusive, he duck, duckin’ them gooses ดิส คิดดี แค๊ท ออน reclusive, ฮี ดั๊ค , ดักคิน เด็ม กู๊ส I put him on to that new new, now he only fuck with exclusives ไอ พุท ฮิม ออน ทู แด้ท นิว นิว , นาว ฮี โอ๊นลี่ ฟัค วิธ เอ็คซคลูซิฝ He was like (What’s your name?) My name Nick ฮี วอส ไล๊ค (ว๊อท ยุร เนม?) มาย เนม นิค (Where you from?) New York in this bitch (แวร์ ยู ฟรอม?) นิว ยอค อิน ดิส บิช (Choose and pick) You got the right one (ชู๊ส แอนด์ พิค ) ยู ก็อท ไร๊ท วัน All them hoes, ain’t nothin’ like them ออล เด็ม โฮ , อิ้นท นอทติน ไล๊ค เด็ม Nigga you know you’d never wife them นิกงา ยู โนว์ ยู ดี เน๊เฝ่อร์ ไว๊ฟ เด็ม None of them niggas ain’t never hit this นัน อ็อฝ เด็ม นิกงา อิ้นท เน๊เฝ่อร์ ฮิท ดิส Still at the top of all their hit lists สทิลล แอ็ท ท๊อพ อ็อฝ ออล แดร์ ฮิท ลิสท What they gon’ do? Meek and Nick ว๊อท เด ก็อน ดู ?มีค แอนด์ นิค [Chris Brown (Nicki Minaj):] [คริส บราวนํ (นิคกี มินาจ ):] Baby, is you drunk, is you had enough? เบ๊บี้ , อิส ยู ดรั๊งค , อิส ยู แฮ็ด อีน๊าฟ ? Are you here lookin’ for love? Oh แอ ยู เฮียร ลุคกิน ฟอร์ ลัฝ ?โอ Got the club goin’ crazy ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ (All these hittas, but my eyes on you (ออล ฑิส ฮิทดา , บั๊ท มาย อาย ออน ยู Is you somebody’s baby? อิส ยู ซัมบอดี้ เบ๊บี้ ? If you ain’t, boy what we gon’ do?) อิ๊ฟ ยู อิ้นท , บอย ว๊อท วี ก็อน ดู?) If you ain’t gon’ need it, baby (yeah, yeah, yeah) อิ๊ฟ ยู อิ้นท ก็อน นี๊ด อิท , เบ๊บี้ (เย่ , เย่ , เย่ ) Give it all up for you right now กี๊ฝ อิท ออล อั๊พ ฟอร์ ยู ไร๊ท นาว We got the club goin’ crazy วี ก็อท คลับ โกอิน คเรสิ (All eyes) (ออล อาย ) All eyes on you ออล อาย ออน ยู [Meek Mill (Nicki Minaj):] [มีค มิลล์ (นิคกี มินาจ ):] She was the baddest (He was the realest) ชี วอส แบดเดส (ฮี วอส รีเอวรีเอส ) We was the flyest (We was the illest) วี วอส ฟายเอส (วี วอส ไอเลสชฺ ) I was the realest (I was the baddest) ไอ วอส รีเอวรีเอส (ไอ วอส แบดเดส ) We was the flyest, up in the buildin’ วี วอส ฟายเอส , อั๊พ อิน เบลดิน

1of1

You, you my only one ยู , ยู มาย โอ๊นลี่ วัน You my number one ยู มาย นั๊มเบ้อร์ วัน You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู One on one, and I want you to want me too วัน ออน วัน , แอนด์ ไอ ว้อนท ยู ทู ว้อนท มี ทู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู Back to the front with you แบ็ค ทู ฟร๊อนท วิธ ยู Don’t let em make you regret it ด็อน เล็ท เอ็ม เม้ค ยู รีเกร๊ท อิท They’ll be fake if you let em เด บี เฟ้ค อิ๊ฟ ยู เล็ท เอ็ม Don’t let em make less out of something ด็อน เล็ท เอ็ม เม้ค เลซ เอ๊าท อ็อฝ ซัมติง That means so much to you แด้ท มีน โซ มัช ทู ยู I wanna make you feel comfortable ไอ วอนนา เม้ค ยู ฟีล คอมโฟเทเบิ่ล Girl you know I fuck with you เกิร์ล ยู โนว์ ไอ ฟัค วิธ ยู Like summer school and Lunchables ไล๊ค ซั๊มเม่อร์ สคูล แอนด์ ลันชาเบิลส We the untouchable, yeah วี อันทัซเชเบิล , เย่ You don’t have to suffer, no, yeah ยู ด็อน แฮ็ฝ ทู ซั๊ฟเฟ่อร์ , โน , เย่ I was made custom for you ไอ วอส เมด คั๊สท่อม ฟอร์ ยู Only giving my love in to โอ๊นลี่ กีฝฝิง มาย ลัฝ อิน ทู You, you my only one ยู , ยู มาย โอ๊นลี่ วัน You my number one ยู มาย นั๊มเบ้อร์ วัน You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู One on one, and I want you to want me too วัน ออน วัน , แอนด์ ไอ ว้อนท ยู ทู ว้อนท มี ทู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู Take the thug in me and put some in you เท้ค ธัก อิน มี แอนด์ พุท ซัม อิน ยู Now you wearing bandanas นาว ยู แวร์ริง แบนดานา Rocking your man’s flannels ร๊อคคิง ยุร แมน ฟแลนเน็ล Flight to Dubai, gotta pop a Xanax ฟไลท ทู ดูไบ, กอททะ พ็อพ อะ.-เอนเอ็ค Mi no love for dem batty bwoy antics มี โน ลัฝ ฟอร์ เดม แบททิ โบวา แอนทิค Gon make me pull choppers out the attic ก็อน เม้ค มี พูลล ชอปเพอ เอ๊าท แอตติค I’m a savage, straight savage ไอ อะ.-แซเหวจ , สเทร๊ท แซเหวจ Yeah, they laughed at my dreams of living lavish เย่ , เด ล๊าฟ แอ็ท มาย ดรีม อ็อฝ ลีฝอิง แลฝอิฌ We no pretender, we both remember วี โน พริเทนเดอะ , วี โบทรฺ รีเม๊มเบ่อร์ All these hoes was ghost fore I had the Phantom ออล ฑิส โฮ วอส โก๊สท โฟร์ ไอ แฮ็ด แฟนทัม Fore I had the Gram, I couldn’t get at em โฟร์ ไอ แฮ็ด กแร็ม , ไอ คูดอึน เก็ท แอ็ท เอ็ม Uh, before I rock rings like Saturn อา , บีฟอร์ ไอ ร๊อค ริง ไล๊ค แซทเอิน They ain’t wanna hang out, wanna try to plan it เด อิ้นท วอนนา แฮง เอ๊าท , วอนนา ธราย ทู แพลน อิท That’s why I give all I have to you แด้ท วาย ไอ กี๊ฝ ออล ไอ แฮ็ฝ ทู ยู They don’t know I got the juice, they don’t know เด ด็อน โนว์ ไอ ก็อท จู้ยซ , เด ด็อน โนว์ They don’t know I touch money like masseuse เด ด็อน โนว์ ไอ ทั๊ช มั๊นนี่ ไล๊ค แม็ซเซิส Dem don’t know, I was made custom for you เดม ด็อน โนว์ , ไอ วอส เมด คั๊สท่อม ฟอร์ ยู Only giving my love in to โอ๊นลี่ กีฝฝิง มาย ลัฝ อิน ทู You, you my only one ยู , ยู มาย โอ๊นลี่ วัน You my number one ยู มาย นั๊มเบ้อร์ วัน You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู One on one, and I want you to want me too วัน ออน วัน , แอนด์ ไอ ว้อนท ยู ทู ว้อนท มี ทู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู Back to the front with you แบ็ค ทู ฟร๊อนท วิธ ยู Yeah, grind and bump with you เย่ , ไกรนด แอนด์ บั๊มพํ วิธ ยู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู Back to the front with you แบ็ค ทู ฟร๊อนท วิธ ยู Don’t have to front, it’s true ด็อน แฮ็ฝ ทู ฟร๊อนท , อิท ทรู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู One on one with you วัน ออน วัน วิธ ยู One on one วัน ออน วัน And I want you to want me too แอนด์ ไอ ว้อนท ยู ทู ว้อนท มี ทู You a one of one ยู อะ.-วัน อ็อฝ วัน I wanna go one on one with you ไอ วอนนา โก วัน ออน วัน วิธ ยู

เนื้อเพลง Red Flag

Why didn’t I see this coming? วาย ดินอฺ ที ไอ ซี ดิส คัมอิง ? Why didn’t I smell your plans? วาย ดินอฺ ที ไอ สเมลล์ ยุร แพลน ? You blinded me with loving ยู ไบลนฺดฺ มี วิธ ลัฝอิง Why didn’t I hear the warning? วาย ดินอฺ ที ไอ เฮียร กำลังวอร์น ? That time hanging on my door แด้ท ไทม์ กำลังแฮง ออน มาย ดอร์ Why didn’t my feet stop running? วาย ดินอฺ ที มาย ฟีท สท๊อพ รันนิง ? Why didn’t I stop to listen? วาย ดินอฺ ที ไอ สท๊อพ ทู ลิ๊สซึ่น ? Why didn’t I hear my girls? วาย ดินอฺ ที ไอ เฮียร มาย เกิร์ล ? You fooled with your bluffing ยู ฟูล วิธ ยุร กำลังบลัฟ Why didn’t I feel that something วาย ดินอฺ ที ไอ ฟีล แด้ท ซัมติง That alone bell didn’t get served แด้ท อะโลน เบลล์ ดินอฺ ที เก็ท เซิร์ฝ Why didn’t these heels stop strapping? วาย ดินอฺ ที ฑิส ฮีล สท๊อพ ซทแรพพิง ? I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก You should’ve come with a warning ยู เชิด คัม วิธ อะ.-กำลังวอร์น Red flag เร้ด แฟล๊ก Red flag เร้ด แฟล๊ก I know you soon may coming ไอ โนว์ ยู ซูน เมย์ คัมอิง I supposed it turned you on ไอ ซั๊พโพ้ส อิท เทิร์น ยู ออน You killed me with sweet nothing ยู คิลล์ มี วิธ สวี้ท กำลังนอต You must’ve seen me coming ยู มัสท์ ซีน มี คัมอิง It didn’t take you long อิท ดินอฺ ที เท้ค ยู ลอง Why didn’t my feet stop running? วาย ดินอฺ ที มาย ฟีท สท๊อพ รันนิง ? I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก A moth to a burning flame อะ.-ม็อธ ทู อะ.-กำลังเบิร์น เฟลม I was like a bull to a red rag ไอ วอส ไล๊ค อะ.-บูลล ทู อะ.-เร้ด แร๊ก You should’ve come with a warning ยู เชิด คัม วิธ อะ.-กำลังวอร์น Red flag เร้ด แฟล๊ก You should’ve come with a warning ยู เชิด คัม วิธ อะ.-กำลังวอร์น Red flag เร้ด แฟล๊ก Red flag เร้ด แฟล๊ก Red flag เร้ด แฟล๊ก

shape of you

The club isn’t the best place to find a lover คลับ อีสท เบ๊สท์ เพลส ทู ไฟนด์ อะ.-ลัฝเออะ So the bar is where I go โซ บาร์ อิส แวร์ ไอ โก Me and my friends at the table doing shots มี แอนด์ มาย เฟรน แอ็ท เท๊เบิ้ล ดูอิ่ง ฌ็อท Drinking fast and then we talk slow ดริ๊งคิ่ง ฟาสท แอนด์ เด็น วี ท๊อล์ค สโลว์ You come over and start up a conversation with just me ยู คัม โอ๊เฝ่อร แอนด์ สท๊าร์ท อั๊พ อะ.-คอนเฝอะเซฌัน วิธ จั๊สท มี And trust me I’ll give it a chance now แอนด์ ทรัสท มี ไอ กี๊ฝ อิท อะ.-แช้นซํ นาว Take my hand, stop เท้ค มาย แฮนด์ , สท๊อพ Put Van The Man on the jukebox พุท แฝน แมน ออน จยูคบ็อคซ And then we start to dance แอนด์ เด็น วี สท๊าร์ท ทู แด๊นซ์ And now I’m singing like แอนด์ นาว ไอม ซิงกิ่ง ไล๊ค Girl, you know I want your love เกิร์ล , ยู โนว์ ไอ ว้อนท ยุร ลัฝ Your love was handmade for somebody like me ยุร ลัฝ วอส handmade ฟอร์ ซัมบอดี้ ไล๊ค มี Come on now, follow my lead คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด I may be crazy, don’t mind me ไอ เมย์ บี คเรสิ , ด็อนท ไมนด์ มี Say, boy, let’s not talk too much เซย์ , บอย , เล็ทส น็อท ท๊อล์ค ทู มัช Grab on my waist and put that body on me แกร๊บ ออน มาย เว๊สท แอนด์ พุท แด้ท บ๊อดี้ ออน มี Come on now, follow my lead คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด Come, come on now, follow my lead คัม , คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด I’m in love with the shape of you ไอม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู We push and pull like a magnet do วี พุช แอนด์ พูลล ไล๊ค อะ.-แม๊กเหน็ท ดู Although my heart is falling too ออลโทร มาย ฮาร์ท อิส ฟอลลิ่ง ทู I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ And last night you were in my room แอนด์ ล๊าสท ไน๊ท ยู เวอ อิน มาย รูม And now my bedsheets smell like you แอนด์ นาว มาย เบดชีทส สเมลล์ ไล๊ค ยู Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอ อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with the shape of you ไอม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู One week in we let the story begin วัน วี๊ค อิน วี เล็ท สท๊อรี่ บีกิน We’re going out on our first date วี โกอิ่ง เอ๊าท ออน เอ๊า เฟิร์สท เดท You and me are thrifty ยู แอนด์ มี แอ ธรีฟทิ So go all you can eat โซ โก ออล ยู แคน อี๊ท Fill up your bag and I fill up a plate ฟิลล อั๊พ ยุร แบ๊ก แอนด์ ไอ ฟิลล อั๊พ อะ.-เพล๊ท We talk for hours and hours about the sweet and the sour วี ท๊อล์ค ฟอร์ เอาเอ้อร์ แอนด์ เอาเอ้อร์ อะเบ๊าท สวี้ท แอนด์ ซาวร์ And how your family is doing okay แอนด์ ฮาว ยุร แฟ๊มิลี่ อิส ดูอิ่ง โอเค Leave and get in a taxi, then kiss in the backseat ลี๊ฝ แอนด์ เก็ท อิน อะ.-แท๊กซี่ , เด็น คิซ อิน แบคซี๊ดทฺ Tell the driver make the radio play เทลล ดไรฝเออะ เม้ค เร๊ดิโอ เพลย์ And I’m singing like แอนด์ ไอ เอ็ม ซิงกิ่ง ไล๊ค Girl, you know I want your love เกิร์ล , ยู โนว์ ไอ ว้อนท ยุร ลัฝ Your love was handmade for somebody like me ยุร ลัฝ วอส แฮนเมด ฟอร์ ซัมบอดี้ ไล๊ค มี Come on now, follow my lead คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด I may be crazy, don’t mind me ไอ เมย์ บี คเรสิ , ด็อนท ไมนด์ มี Say, boy, let’s not talk too much เซย์ , บอย , เล็ทส น็อท ท๊อล์ค ทู มัช Grab on my waist and put that body on me แกร๊บ ออน มาย เว๊สท แอนด์ พุท แด้ท บ๊อดี้ ออน มี Come on now, follow my lead คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด Come, come on now, follow my lead คัม , คัม ออน นาว , ฟ๊อลโล่ว มาย ลี๊ด I’m in love with the shape of you ไอม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู We push and pull like a magnet do วี พุช แอนด์ พูลล ไล๊ค อะ.-แม๊กเหน็ท ดู Although my heart is falling too ออลโทร มาย ฮาร์ท อิส ฟอลลิ่ง ทู I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ And last night you were in my room แอนด์ ล๊าสท ไน๊ท ยู เวอ อิน มาย รูม And now my bedsheets smell like you แอนด์ นาว มาย เบดชีทส สเมลล์ ไล๊ค ยู Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with your body ไอ เอ็ม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอ เอ็ม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอ เอ็ม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Oh I oh I oh I oh I โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ โอ ไอ I’m in love with your body ไอ อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with the shape of you ไอม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน I’m in love with the shape of you ไอม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู We push and pull like a magnet do วี พุช แอนด์ พูลล ไล๊ค อะ.-แม๊กเหน็ท ดู Although my heart is falling too ออลโทร มาย ฮาร์ท อิส ฟอลลิ่ง ทู I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Last night you were in my room ล๊าสท ไน๊ท ยู เวอ อิน มาย รูม And now my bedsheets smell like you แอนด์ นาว มาย เบสชีทส สเมลล์ ไล๊ค ยู Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน Come on, be my baby, come on คัม ออน , บี มาย เบ๊บี้ , คัม ออน I’m in love with your body ไอม อิน ลัฝ วิธ ยุร บ๊อดี้ Every day discovering something brand new เอ๊เฝอร์รี่ เดย์ ดิสโค๊ฟเฝ่อริ่ง ซัมติง แบรนดฺ นิว I’m in love with the shape of you ไอ เอ็ม อิน ลัฝ วิธ เชพ อ็อฝ ยู

เพลง คนละชั้น

นื้อเพลง คนละชั้น เพลง คนละชั้น ศิลปิน เจ้านาย จินเจษฎ์ วรรธนะสิน นั่งมองดูตัวเราเอง นั่งฟังเพลงประจำตัวเรา ฟังแต่เพลงคนข้างล่างทุกวัน ได้แต่แหงนมองไปวันๆ ก็รู้ว่าคงจะไม่มีวัน ที่เธอนั้นจะมองเห็นกันสักที เธอนั้นสูงเกินจะใฝ่ อยู่ห่างไกลจากคนอย่างฉัน ก็รู้ดีว่าไม่มีวัน แต่จะทำยังไงก็ไม่หยุดรักเธอ ก็เรานั้นมันคนละชั้น จะทำเช่นไรให้มองเห็นกัน ก็เธอนั้นอยู่คนละชั้น ได้แต่แหงนมองขึ้นไป ทำได้แค่เพียงนั่งฝัน ว่าเธอจะมองคนอย่างฉัน และคิดไปไกลว่าสักวัน ที่สองเราได้รักกัน แต่ฝันก็คงไม่กลายเป็นจริง เพราะความจริงเธอนะอยู่บนนั้น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้ อยากขอให้มีแค่สักวัน ที่เธอนั้นได้เห็นกัน และฝันก็คงได้กลายเป็นจริง เธอนั้นสูงเกินจะใฝ่ อยู่ห่างไกลจากคนอย่างฉัน ก็รู้ดีว่าไม่มีวัน แต่จะทำยังไงก็ไม่หยุดรักเธอ ก็เรานั้นมันคนละชั้น จะทำเช่นไรให้มองเห็นกัน ก็เธอนั้นอยู่คนละชั้น ได้แต่แหงนมองขึ้นไป อยู่ตรงนั้นเธอ Have Fun หรือเปล่า หรือที่จริงแล้วมันเงียบเหงาว่างเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นลดลงมา ลดชั้นลงมาอยู่ใกล้กันสักที ก็เรานั้นมันคนละชั้น จะทำเช่นไรให้มองเห็นกัน ก็เธอนั้นอยู่คนละชั้น ได้แต่แหงนมองขึ้นไป ก็เรานั้นมันคนละชั้น จะทำเช่นไรให้มองเห็นกัน ก็เธอนั้นอยู่คนละชั้น ได้แต่แหงนมองขึ้นไป ให้เธออยู่บนนั้น ก็เรานั้นอยู่คนละชั้น ก็ทำได้แค่ฝัน ก็เรานั้นอยู่คนละชั้น ก็เรานั้นอยู่คนละชั้น อยากให้เธอมองมาสักที

เนื้อเพลง มือลั่น

เนื้อเพลง มือลั่น เพลง มือลั่น ศิลปิน แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก คำร้อง ผดุง ทรงแสง,ไกรศรี ศิริเจริญ, ศุภกฤต ถิ่นจันทร์ ทำนอง แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก พี่คงจะดีมากไป ใช่ไหมเธอ ไม่เคยนอกใจ ไม่สนใคร มีเพียงเธอ ก็ให้เธอทั้งหัวใจ แต่เสือกไม่พอใจเธอ แอบมีเขามาอีกคน พี่สุดจะทนกับตัวเธอ มันเจ็บช้ำ มันเจ็บช้ำ ในเจ็บใจ มันเจ็บใจ มันเจ็บใจ มันเจ็บใจ ไม่รู้ทำไม ไม่รู้ทำไม มันปวดร้าว มันปวดร้าว มันปวดใจ มันปวดใจ มันปวดใจ มันปวดใจ ทำได้ยังไง ก็เพราะพี่น่ะรักเอ็ง พี่ถึงได้เป็นแบบนี้ ที่ทำไปมันเผลอตัว เพราะด้วยอารมณ์ตัวเอง จริงจริงฉันควรโกรธเธอ ที่เธอนอกใจวันนั้น แต่สุดท้ายที่ต่อยมัน เพราะมือพี่ลั่นไปเอง โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย โอโอ้โอ โอย โอ้ โอย โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย มือพี่ลั่นไปเอง โดนเธอหลอกมันปวดใจ บันทึกลงไปในเซลล์ประสาท พี่ให้เธอทั้งเงินทั้งทอง แต่พี่กลับต้องโดนเทกระจาด ถ้าเธอจะจาก และหากไม่รักอย่าทำให้เชื่อใจ เธอทำความรักเราพัง แต่ดันต่อยมันไม่รู้ทำไม เป็นเพราะอะไร ถ้าเธอจะไป ก็ทิ้งพี่ไว้ ก็คงต้องยอม ก็คิดว่าเป็นดอกฟ้า สุดท้ายรู้ว่าเธอมันแค่ดอก มันเจ็บช้ำ มันเจ็บช้ำ ในเจ็บใจ มันเจ็บใจ มันเจ็บใจ มันเจ็บใจ ไม่รู้ทำไม ไม่รู้ทำไม มันปวดร้าว มันปวดร้าว มันปวดใจ มันปวดใจ มันปวดใจ มันปวดใจ ทำได้ยังไง ก็เพราะพี่น่ะรักเอ็ง พี่ถึงได้เป็นแบบนี้ ที่ทำไปมันเผลอตัว เพราะด้วยอารมณ์ตัวเอง จริงจริงฉันควรโกรธเธอ ที่เธอนอกใจวันนั้น แต่สุดท้ายที่ต่อยมัน เพราะมือพี่ลั่นไปเอง โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย โอโอ้โอ โอย โอ้ โอย โอ้ โอ้ย โอ้ โอ้ย มือพี่ลั่นไปเอง โอ้ โอโฮะโอ โอโฮะโอ้ โอโฮะโอ โอ้ โอโฮะโอ โอโฮะโอ้ โอโฮะโอ มือพี่ลั่นไปเอง เพราะมือพี่ลั่นไปเอง มือพี่ลั่นไปเอง

ความหาย ของ รับผิดชอบ

Search result for รับผิดชอบ (42 entries) (0.1777 seconds) ลองค้นหาคำในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้นหรือน้อยลง: -รับผิดชอบ-, *รับผิดชอบ*. Thai-English: NECTEC's Lexitron-2 Dictionary [with local updates] รับผิดชอบ [V] be responsible, See also: take responsibilities, be accountable for, Example: พ่อแม่ควรอบรมเด็กให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และรับผิดชอบในกรณีที่สมควร, Thai definition: ยอมตามผลที่ดีหรือไม่ดีในกิจการที่ได้กระทำไป ไทย-ไทย: พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รับผิดชอบ ก. ยอมรับผลทั้งที่ดีและไม่ดีในกิจการที่ตนได้ทำลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของตน เช่น สมุห์บัญชีรับผิดชอบเรื่องเกี่ยวกับการเงิน, รับเป็นภารธุระ เช่น งานนี้เขารับผิดชอบเรื่องอาหาร เธอจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันรับผิดชอบทุกอย่างในบ้านเอง. รับรู้ รับผิดชอบ, มักใช้ในความปฏิเสธ เช่น ลูกไปทำผิด พ่อแม่จะไม่รับรู้ได้อย่างไร. Thai-English-French: Volubilis Dictionary 1.0 รับผิดชอบ [v.] (rapphitchøp) EN: be responsible ; take responsibilities ; accept responsibility ; be accountable for ; bear ; shoulder FR: assumer la responsabilité ; prendre ses responsabilités ; être responsable ; répondre de รับผิดชอบ [adj.] (rapphitchøp) EN: responsible FR: responsable English-Thai: Longdo Dictionary in charge (adj) ที่อยู่ในความรับผิดชอบในหน้าที่ hypengyophobia (n) โรคกลัวความรับผิดชอบ , S. fear of responsibility buckpassing (n adj) การปัดความรับผิดชอบ, ที่ปัดความรับผิดชอบ เช่น The most important one is the non-trust and buckpassing bureaucracy., The managers are active when there's benefit and buckpassing when things go bad., R. avoiding English-Thai: Longdo Dictionary (UNAPPROVED version -- use with care ) -responsible- (vi vt aux. verb ) รับผิดชอบ English-Thai: NECTEC's Lexitron-2 Dictionary [with local updates] accept [VT] ยอมรับการตำหนิ, See also: รับผิดชอบ assume [VT] ยอมรับ, See also: รับผิดชอบ answer for [PHRV] รับผิดชอบต่อ, See also: รับผิดชอบ bear [VT] รับผิดชอบ, Syn. accept blame [VT] รับผิดชอบต่อสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น be on someone's head [IDM] รับผิดชอบ, See also: เป็นความรับผิดชอบของ contribute to [PHRV] รับผิดชอบต่อ, See also: เป็นสาเหตุของ, นำมาซึ่ง, Syn. conduce to contribute towards [PHRV] รับผิดชอบต่อ, See also: เป็นสาเหตุของ, นำมาซึ่ง, Syn. conduce to do one's duty [IDM] รับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง dutiful [ADJ] รับผิดชอบต่อหน้าที่, See also: ทำตามหน้าที่, Syn. amenable, lawful, obedient, Ant. opposed, disobedient English-Thai: HOPE Dictionary [with local updates] accountable (อะเคา' ทะเบิล) adj. ซึ่งต้องรายงานหรืออธิบาย, ซึ่งรับผิดชอบ,สามารถอธิบายได้, Syn. responsible, liable) age of discretion ขีดอายุที่คนมีความนึกคิดที่รับผิดชอบได้ amenable (อะมี' นะเบิล) adj. อ่อนโยน,ไม่ดื้อ,ซึ่งรับผิดชอบ,ยอม รับฟัง,ยอมให้วิจารณ์หรือทดสอ บ ได้-amenableness, amenability n., Syn. agreeable ###A. stubborn) avouch (อะเวาชฺ') vt. รับประกัน,รับรอง,รับผิดชอบ,ยอมรับ,สารภาพ. -avoucher n. blame (เบลม) {blamed,blaming,blames} vt. กล่าวโทษ,ตำหนิ,ประณาม,นินทา,กล่าวร้าย,โยนความผิดให้ -Phr. (be to blame ควรถูกตำหนิ,ควรรับผิดชอบ) n. การตำหนิ,ความรับผิดชอบ,ภาระ, See also: blamer n. blameful adj. ดูblame blameless adj. ดูblame -Conf. put cerebrum (เซอ'ริบรัม) n. สมองใหญ่ เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้า แบ่งเป็น 2 ซีก มี cerebralcortex ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อของเส้นประสาททั่วร่างกาย สมองส่วน cerebrum ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความฉลาด ไหวพริบ ความทรงจำ ความยั้งคิดและความรู้สึกรับผิดชอบต่าง ๆ และนอกจากยัง nerve center ท่ควบคุมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายส่วนต่าง ๆ cop-out (คอพ'เอาท) n. การไม่ยอมรับผิดชอบ,การไม่ยอมปฏิบัติตามคำมั่นหรือสัญญา,ผู้ที่ชองละทิ้ง discharge (ดิสชาร์จ') vi.,vt.,n. (การ) ปล่อย,เอาลง,ขับออก, ทำให้พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบหรืออื่น ๆ ,ปลดจากประจำการ,ปลดจากงาน,ปล่อยกระแสไฟฟ้า,หนังสือหลักฐานการปลดจากภาระหน้าที่,การชำระสะสาง, See also: discharger n. ดูdischarge, Syn. unl dutiful (ดิว'ทิฟูล) adj. เกี่ยวกับหน้าที่,ซึ่งรับผิดชอบต่อหน้าที่,เชื่อฟัง,ซื่อสัตย์,น่าเคารพ entrust (เอนทรัสทฺ') {entrusted,entrusting,entrusts} vt. มอบความรับผิดชอบ,มอบความไว้วางใจ., See also: entrustment n. ดูentrust, Syn. intrust English-Thai: Nontri Dictionary accountable (adj) ซึ่งต้องรายงาน,ซึ่งรับผิดชอบ,ซึ่งอธิบายได้ amenable (adj) รับผิดชอบ,ยอมรับฟัง,ถือสาหาความได้ answerable (adj) รับผิดชอบ,ที่แก้ได้,ที่ตอบได้ avouch (vt) รับผิดชอบ,ยอมรับ,รับรอง,รับประกัน charge (n) หน้าที่,ความรับผิดชอบ,ภาระ,ค่าธรรมเนียม,มูลค่า,การฟ้องร้อง delinquency (n) การหลีกเลี่ยงหน้าที่,ความไม่รับผิดชอบ,ความเหลวไหล,การกระทำผิด delinquent (adj) หลีกเลี่ยงหน้าที่,เหลวไหล,ไม่รับผิดชอบ,กระทำผิด dutiful (adj) ซื่อสัตย์,ซึ่งรับผิดชอบต่อหน้าที่,ทำตามหน้าที่,เชื่อฟัง duty (n) หน้าที่,ภาระหน้าที่,อากร,ภาษี,ความรับผิดชอบ entrust (vt) ไว้ใจ,มอบหมาย,มอบความรับผิดชอบ Japanese-Thai: Saikam Dictionary 引責 [いんせき, inseki] Thai: รับผิดชอบ English: taking responsibility (vs) German-Thai: Longdo Dictionary Prüfungsamt (n) |das| ฝ่ายวิชาการในมหาวิทยาลัย ซึ่งรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบโดยตรง Verantwortung (n) |die, pl. Verantwortungen| ความรับผิดชอบ เช่น Für mein Leben trage ich selbst die Verantwortung. ฉันรับผิดชอบชีวิตของฉันด้วยตัวฉันเอง

ราศี

จักรราศี (อังกฤษ: zodiac มาจากภาษากรีก ζῳδιακός หมายถึง "สัตว์") เป็นแถบสมมติบนท้องฟ้าที่มีขอบเขตประมาณ 8 องศา ค่อนไปทางเหนือและใต้ของแนวเส้นทางที่ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนผ่าน (สุริยวิถี) ซึ่งครอบคลุมแนวเส้นทางปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลอีก 7 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ส่วนดาวพลูโตนั้น ความเอียงของวงโคจรมีค่ามาก ดาวพลูโตจึงมีเส้นทางปรากฏห่างจากสุริยวิถี เนื้อหา [ซ่อน] 1 ประวัติ 1.1 ประวัติยุคเริ่มแรก 2 เครื่องหมายทั้งสิบสอง 3 ตารางจักรราศีและช่วงวันที่ครอบคลุม 4 จักรราศีใหม่ 5 อ้างอิง 6 แหล่งข้อมูลอื่น ประวัติ[แก้] ประวัติยุคเริ่มแรก[แก้] การแบ่งเส้นสุริยวิถีออกเป็นจักรราศี เริ่มต้นในยุคบาบิโลเนีย ดาราศาสตร์ในช่วงครึ่งแรกของ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล คล้ายกับช่วงกลางหรือบาบิโลเนียใหม่ เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล [1] จักรราศีคลาสสิกแก้ไขมาจาก MUL.APIN ซึ่งได้รวบรวมขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล กลุ่มดาวบางกลุ่มสามารถย้อนหลังไปได้ถึงยุคสำริด (บาบิโลเนียเก่า) รวมทั้งกลุ่มดาวคนคู่ (ราศีมิถุน) จาก MAŠ.TAB.BA.GAL.GAL "คู่แฝดที่ยิ่งใหญ่" และกลุ่มดาวปู (ราศีกรกฎ) จาก AL.LUL "กุ้งนาง" เครื่องหมายทั้งสิบสอง[แก้] ต่อไปนี้เป็นรายชื่อเครื่องหมายทั้งสิบสองของจักรราศีในปัจจุบันโดย 0° ของราศีเมษถือเป็นจุดวิษุวัต พร้อมทั้งชื่อภาษาละติน ภาษากรีก ภาษาสันสกฤต และภาษาบาบิโลเนีย ราศีที่ เครื่องหมาย องศา ภาษาละติน ภาษาไทย ภาษากรีก ภาษาสันสกฤต ภาษาบาบิโลเนีย-ซูเมอร์[2] 1 ♈ 0° Aries ราศีเมษ Κριός/Kriós मेष MUL LUḪUN.GA "The Agrarian Worker", Dumuzi 2 ♉ 30° Taurus ราศีพฤษภ Ταῦρος/Tauros वृषभ MULGU4.AN.NA "The Steer of Heaven" 3 ♊ 60° Gemini ราศีเมถุน Δίδυμοι/Didymoe मिथुन MULMAŠ.TAB.BA.GAL.GAL "The Great Twins" (Lugalgirra and Meslamta-ea) 4 ♋ 90° Cancer ราศีกรกฎ Καρκῖνος/Karkinos कर्कट MULAL.LUL "The Crayfish" 5 ♌ 120° Leo ราศีสิงห์ Λέων/Léōn सिंह MULUR.GU.LA "The Lion" 6 ♍ 150° Virgo ราศีกันย์ Παρθένος/Parthénos कन्या MULAB.SIN "The Furrow"; "The Furrow, the goddess Shala's ear of corn" 7 ♎ 180° Libra ราศีตุล Ζυγός/Zygós तुला zibanitum "The Scales" 8 ♏ 210° Scorpio ราศีพิจิก Σκoρπιός/Skorpiós वृश्चिक MULGIR.TAB "The Scorpion" 9 ♐ 240° Sagittarius ราศีธนู Τοξότης/Toxótēs धनुष MULPA.BIL.SAG, Nedu "soldier" 10 ♑ 270° Capricorn ราศีมกร Αἰγόκερως/Aegókerōs मकर MULSUḪUR.MAŠ "The Goat-Fish" 11 ♒ 300° Aquarius ราศีกุมภ์ Ὑδροχόος/Hydrokhóos कुम्भ MULGU.LA "The Great One", later qâ "pitcher" 12 ♓ 330° Pisces ราศีมีน Ἰχθύες/Ιkhthyes मीन MULSIM.MAḪ "The Tail of the Swallow", later DU.NU.NU "fish-cord" ตารางจักรราศีและช่วงวันที่ครอบคลุม[แก้] จักรราศี (และช่วงวันที่ครอบคลุม) ซึ่งมีทั้งหมด 12 ราศี เป็นดังนี้[3][4] ราศี สัญลักษณ์ วันที่ครอบคลุมของราศี (โดยประมาณ) ธาตุ ระดับธาตุ[ต้องการอ้างอิง] ดาวประจำราศี แบบสายนะ (Tropical Zodiac) แบบนิรายนะ (Sidereal Zodiac) ราศีเมษ แกะ 21 มีนาคม - 20 เมษายน 13 เมษายน - 12 พฤษภาคม ไฟ จรราศี (แม่ธาตุ) ดาวอังคาร ราศีพฤษภ วัว 21 เมษายน - 20 พฤษภาคม 13 พฤษภาคม - 12 มิถุนายน ดิน สถิรราศี (กลางธาตุ) ดาวศุกร์ ราศีเมถุน คนคู่ 21 พฤษภาคม - 20 มิถุนายน 13 มิถุนายน - 12 กรกฎาคม ลม อุภัยราศี (ปลายธาตุ) ดาวพุธ ราศีกรกฎ ปู 21 มิถุนายน - 20 กรกฎาคม 13 กรกฎาคม - 12 สิงหาคม น้ำ จรราศี ดวงจันทร์ ราศีสิงห์ สิงโต 21 กรกฎาคม - 20 สิงหาคม 13 สิงหาคม - 12 กันยายน ไฟ สถิรราศี ดวงอาทิตย์ ราศีกันย์ หญิงสาว 21 สิงหาคม - 20 กันยายน 13 กันยายน - 12 ตุลาคม ดิน อุภัยราศี ดาวพุธ ราศีตุล คันชั่ง 21 กันยายน - 20 ตุลาคม 13 ตุลาคม - 12 พฤศจิกายน ลม จรราศี ดาวศุกร์ ราศีพิจิก แมงป่อง 21 ตุลาคม - 20 พฤศจิกายน 13 พฤศจิกายน - 12 ธันวาคม น้ำ สถิรราศี ดาวอังคาร, ดาวพลูโต ราศีธนู คนยิงธนู 21 พฤศจิกายน - 20 ธันวาคม 13 ธันวาคม - 12 มกราคม ไฟ อุภัยราศี ดาวพฤหัสบดี ราศีมกร แพะทะเล 21 ธันวาคม - 20 มกราคม 13 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์ ดิน จรราศี ดาวเสาร์ ราศีกุมภ์ คนแบกหม้อน้ำ 21 มกราคม - 20 กุมภาพันธ์ 13 กุมภาพันธ์ - 12 มีนาคม ลม สถิรราศี ดาวเสาร์, ดาวมฤตยู ราศีมีน ปลา 21 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม 13 มีนาคม - 12 เมษายน น้ำ อุภัยราศี ดาวพฤหัสบดี, ดาวเนปจูน จักรราศีใหม่[แก้] 13 มกราคม พ.ศ. 2559 นาซ่าได้ประกาศในเว็ปไซด์สเปซเพลส[5]และต่อมา Tumblr ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าแท้จริงแล้วจักรราศีมี 13 ราศี โดยอ้างถึงปฏิทินของชาวบาบิโลน จักรราศีที่เพิ่มมาใหม่อยู่ระหว่างราศีพิจิก กับ ราศีธนู มีชื่อเรียกกว่า ราศีภุชคะ หรือ คนแบกงู (Ophiuchus) ตำนานกรีกมีอยู่ว่า หมอออฟฟิอุคัส เป็นผู้ชำนาญการพิเศษเกี่ยวกับการแพทย์ วันหนึ่ง มีงูคาบใบไม้ของต้นไม้ที่มีฤทธิ์ทำให้คนที่กินผลของมันเข้าไปแล้วจะเป็นอมตะ เทพเจ้าเซอูส วิตกและกลัวว่ามนุษย์จะเป็นอมตะ จึงใช้สายฟ้าสังหารนายแพทย์คนนั้น แต่ออฟฟิอุคัสก็ไม่ตายเปล่าท่านได้ไปเกิดเป็นดาวในกลุ่มดาวคนแบกงู ราศี สัญลักษณ์ วันที่ครอบคลุมของราศี (โดยประมาณ) ราศีเมษ แกะ 19 เมษายน - 13 พฤษภาคม ราศีพฤษภ วัว 14 พฤษภาคม - 21 มิถุนายน ราศีเมถุน คนคู่ 22 มิถุนายน - 20 กรกฎาคม ราศีกรกฎ ปู 21 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม ราศีสิงห์ สิงโต 11 สิงหาคม - 16 กันยายน ราศีกันย์ หญิงสาว 17 กันยายน - 30 ตุลาคม ราศีตุล คันชั่ง 31 ตุลาคม - 23 พฤศจิกายน ราศีพิจิก แมงป่อง 24 พฤศจิกายน - 29 พฤศจิกายน ราศีภุชคะ คนแบกงู 30 พฤศจิกายน - 17 ธันวาคม ราศีธนู คนยิงธนู 18 ธันวาคม - 19 มกราคม ราศีมกร แพะทะเล 20 มกราคม - 16 กุมภาพันธ์ ราศีกุมภ์ คนแบกหม้อน้ำ 17 กุมภาพันธ์ - 11 มีนาคม ราศีมีน ปลา 12 มีนาคม - 18 เมษายน อ้างอิง[แก้] กระโดดขึ้น ↑ Powell 2004 กระโดดขึ้น ↑ MUL.APIN; Peter Whitfield, History of Astrology (2001); W. Muss-Arnolt, The Names of the Assyro-Babylonian Months and Their Regents, Journal of Biblical Literature (1892). กระโดดขึ้น ↑ Jackson Swift (n.d.). "Astrology: Tropical Zodiac and Sidereal Zodiac". goarticles.com. สืบค้นเมื่อ 2015-10-17. กระโดดขึ้น ↑ วรรธนา วงษฉัตร, คุณคือใครใน 12 ราศี, สำนักพิมพ์ ซีเอ็ดยูเคชั่นจำกัด (มหาชน), 2541 กระโดดขึ้น ↑ ประกาศนาซ่าทัมเบอร์ แหล่งข้อมูลอื่น[แก้] [ซ่อน] ด • พ • ก จักรราศี จักรราศีและกลุ่มดาวในจักรราศี ราศีเมษ ราศีพฤษภ ราศีเมถุน ราศีกรกฎ ราศีสิงห์ ราศีกันย์ ราศีตุล ราศีพิจิก ราศีธนู ราศีมกร ราศีกุมภ์ ราศีมีน Aries.svg Taurus.svg Gemini.svg Cancer.svg Leo.svg Virgo.svg Libra.svg Scorpio.svg Sagittarius.svg Capricorn.svg Aquarius.svg Pisces.svg กลุ่มดาวในจักรราศี กลุ่มดาวแกะ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวปู กลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวหญิงสาว กลุ่มดาวคันชั่ง กลุ่มดาวแมงป่อง กลุ่มดาวคนแบกงู กลุ่มดาวคนยิงธนู กลุ่มดาวแพะทะเล กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ กลุ่มดาวปลา

การลบรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า

สารพัดคราบสกปรกที่คอยจะมาทำให้เสื้อผ้าของเราเลอะเทอะ บางครั้งก็ทำความสะอาดยากมาก นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้เคล็ดลับพิเศษ Sanook!home เลยจัดมาแบบเต็มๆ กับ 28 เคล็ดลับขจัดคราบสกปรกนานาชนิด ที่คุณแม่บ้านทำตามแล้วรับประกันความสะอาดอย่างแน่นอน 1.รอยเปื้อนชอล์คเขียนผ้า นำผ้าที่เปื้อนไปแช่ในน้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำผสมผงซักฟอก ก่อนนำผ้าไปซัก โดยเน้นขยี้ตามแนวรอยเปื้อนจนกว่ารอยจะออก หรือโรยผงซักฟอกทิ้งไว้ตามแนวรอยเปื้อนก่อนนำผ้าไปซัก 2.คราบจากเตารีดไหม้ ให้นำหัวหอมไปถูบริเวณที่มีคราบ ทิ้งไว้ซักพักแล้วล้างน้ำออก 3.น้ำผลไม้, น้ำมันพืช นำผ้าที่เปื้อนไปขึงให้ตึงบนปากกะละมัง เทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน แล้วจึงนำผ้าไปซัก 4.รอยเปื้อนน้ำส้มสายชู ผสมแอมโมเนีย ๑ ช้อนชา ในน้ำ ๒ ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วนำผ้าไปแช่ ๒-๓ นาที ล้างออกแล้วซักตามปกติ 5.คราบน้ำชา รีบเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อนบนผ้าที่เพิ่งเปื้อนจนรอยจางลง จากนั้นนำไปซักในน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้ายังไม่ออกให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ด แล้วจึงนำไปซัก 6.รอยเปื้อนกาว ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อน นำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ 7.รอยเปื้อนกาแฟ ใช้แป้งข้าวเจ้าถูบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ 8.รอยเปื้อนน้ำหมึก ก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาวลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน จึงค่อยนำไปซัก 9.รอยเปื้อนช็อกโกแลต รีบนำผ้าที่เปื้อนไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบช่วยด้วย จากนั้นนำไปซักตามปกติ 10.รอยเปื้อนเลือด นำนมข้นหวานทาบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปขยี้น้ำออก 11.รอยเปื้อนคราบเลือดจางๆ (คราบเก่า) ใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนข้น นำไปถูเบาๆ ตรงรอยเปื้อน เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก 12.รอยเปื้อนคราบเลือดฝังแน่น ใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็นที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชูซับน้ำให้แห้ง 13.เปื้อนครีม เนย น้ำมัน นำแป้งฝุ่นทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่ร้อนพอสมควร วางทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบมันออกหมด จึงนำไปซัก 14.รอยเปื้อนสนิม นำผ้ามาชุบน้ำให้เปียกก่อน บีบน้ำมะนาวลงไปบนรอยเปื้อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงนำไปซักตามปกติ 15.ผ้าขาวที่ออกสีเหลือง ใช้เปลือกไข่ป่นละเอียด ใส่ในกะละมังซักผ้า แช่ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงซักตามปกติ 16.ผ้าขึ้นรา (เล็กน้อย) นำผ้าไปซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือบีบมะนาวลงไปตรงที่มีราขึ้น แล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่ แล้วจึงซักผ้าตามปกติ 17.รอยเปื้อนยาแดง เช็ดรอยเปื้อนด้วยแอมโมเนีย หรือซักด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ 18.รอยเปื้อนยาทาเล็บ ซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำยาล้างเล็บ และเช็ดด้วยผ้าที่สะอาดจนรอยเปื้อนจางลง (ควรลองหยดน้ำยาทาเล็บลงผ้าก่อน) 19.รอยเปื้อนยางกล้วย ใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อนที่เป็นคราบดำแล้วรีบนำมาซักทันที 20.รอยเปื้อนลิปสติก ใช้ มันเปลวหมูทาตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้ผงซักฟอกโรยตรงรอยเปื้อน แล้วขยี้ จากนั้นจึงซักตามปกติ หรือใช้วาสลินถูตรงรอยเปื้อน แล้วนำไปซักตามปกตินำผ้าที่เปื้อนไปแช่ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ ๑ คืน จะทำให้รอยลิปสติกหายไป 21.รอยเปื้อนดินสอ ใช้ยาสีฟันป้ายลงบนรอยดินสอแล้วขยี้ 22.รอยเปื้อนปากกาลูกลื่น ใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนรอยจางลง แล้วจึงนำไปซัก 23.รอยเปื้อนหมากฝรั่ง ขูดยางหมากฝรั่งออกด้วยสันมีดเบา แล้วใช้น้ำแข็งถูเพื่อให้ยางนั้นแข็งตัว แล้วค่อยๆ แกะออก จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ด นำไปซักในน้ำสบู่อ่อน 24.คราบเหงื่อไคล ซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย หรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด ๒ เม็ดลงในน้ำ แช่ผ้าไว้สักครู่ จึงค่อยซักตามปกติ 25.คราบโคลน ปล่อยให้โคลนแห้ง แล้วใช้แปรงปัดออก ซักด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้งจนไม่มีน้ำโคลนออกมา จึงซักด้วยผงซักซอก 26.คราบน้ำตาเทียน ใช้ก้อนน้ำแข็งขูดเกล็ดเทียนออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงใช้กระดาษประกบบริเวณที่เปื้อนทั้ง ๒ ด้าน แล้วใช้เตารีดอุ่นๆ รีดทับจนน้ำตาเทียนซึมออกมาติดกับกระดาษแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ 27.รอยเปื้อนไข่ ผสมน้ำซักผ้ากับน้ำอุ่น แล้วนำผ้าเปื้อนไปซัก 28.รอยเปื้อนขี้ผึ้ง วางกระดาษซับบนรอยเปื้อนแล้วกดด้วยเตารีดที่ร้อน เปลี่ยนกระดาษจนกระทั่งไขทั้งหมดถูกดูดซับไปหมด สำหรับผ้าเนื้อบางหรือผ้าไหมให้ใช้กระดาษทิชชูซับแทนกระดาษธรรมดา และใช้เตารีดที่ไม่ร้อนมาก ข้อมูลจาก https://www.facebook.com

ข้าว

ข้าว จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ข้าว ข้าว เป็นเมล็ดของพืชในสกุลข้าวที่พบมากในเอเชีย ชื่อวิทยาศาสตร์: Oryza sativa ข้าวเป็นธัญพืชซึ่งประชากรโลกบริโภคเป็นอาหารสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย จากข้อมูลเมื่อปี 2553 ข้าวเป็นธัญพืชซึ่งมีการปลูกมากที่สุดเป็นอันดับสามทั่วโลก รองจากข้าวสาลีและข้าวโพด[1] ข้าวเป็นธัญพืชสำคัญที่สุดในด้านโภชนาการและการได้รับแคลอรีของมนุษย์ เพราะข้าวโพดส่วนใหญ่ปลูกเพื่อจุดประสงค์อื่น มิใช่ให้มนุษย์บริโภค ทั้งนี้ ข้าวคิดเป็นพลังงานกว่าหนึ่งในห้าที่มนุษย์ทั่วโลกบริโภค[2] หลักฐานพันธุศาสตร์แสดงว่าข้าวมาจากการนำมาปลูกเมื่อราว 8,200–13,500 ปีก่อน ในภูมิภาคหุบแม่น้ำจูเจียงของจีน ก่อนหน้านี้ หลักฐานโบราณคดีเสนอว่า ข้าวมีการนำมาปลูกในเขตหุบแม่น้ำแยงซีในจีน ข้าวแพร่กระจายจากเอเชียตะวันออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ข้าวถูกนำมายังทวีปยุโรปผ่านเอเชียตะวันตก และทวีปอเมริกาผ่านการยึดอาณานิคมของยุโรป[3] ปกติการปลูกข้าวเป็นแบบปีต่อปี ทว่าในเขตร้อน ข้าวสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปีและสามารถไว้ตอ (ratoon) ได้นานถึง 30 ปี ต้นข้าวสามารถโตได้ถึง 1–1.8 เมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์และความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นหลัก มีใบเรียว ยาว 50–100 เซนติเมตร และกว้าง 2–2.5 เซนติเมตร ช่อดอกห้อยยาว 30-50 เซนติเมตร เมล็ดกินได้เป็นผลธัญพืชยาว 5–12 มิลลิเมตร และหนา 2–-3 มิลลิเมตร การเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกข้าวเหมาะกับประเทศและภูมิภาคที่ค่าแรงต่ำและฝนตกมาก เนื่องจากมันใช้แรงงานมากที่จะเตรียมดินและต้องการน้ำเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ข้าวสามารถโตได้เกือบทุกที่ แม้บนเนินชันหรือเขตภูเขาที่ใช้ระบบควบคุมน้ำแบบขั้นบันได แม้ว่าสปีชีส์บุพการีของมันเป็นสิ่งพื้นเมืองของเอเชียและส่วนที่แน่นอนของแอฟริกา ร้อยปีของการค้าขายและการส่งออกทำให้มันสามัญในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก วิธีแบบดั้งเดิมสำหรับเตรียมดินสำหรับข้าวคือทำให้น้ำท่วมแปลงชั่วขณะหนึ่งหรือหลังจากการตั้งของต้นกล้าอายุน้อย วิธีเรียบง่ายนี้ต้องการการวางแผนที่แข็งแรงและการให้บริการของเขื่อนและร่องน้ำ แต่ลดพัฒนาการของเมล็ดที่ไม่ค่อยแข็งแรงและวัชพืชที่ไม่มีภาวะเติบโตขณะจมน้ำ และยับยั้งศัตรูพืช ขณะที่การทำให้น้ำท่วมไม่จำเป็นสำหรับการเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกข้าว วิธีทั้งหมดในการการชลประทานต้องการความพยายามสูงกว่าในการควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชระหว่างช่วงเวลาการเจริญเติบโตและวิธีที่แตกต่างสำหรับใส่ปุ๋ยลงดิน เนื้อหา [ซ่อน] 1 พันธุ์ของข้าว 1.1 แบ่งตามลักษณะเมล็ด 1.2 แบ่งตามการปลูก 2 การทำอาหาร 2.1 การเตรียม 2.2 การแปรรูป 3 สารอาหารและความสำคัญทางโภชนาการของข้าว 4 ข้าวในประเทศไทย 4.1 ประวัติความเป็นมาของข้าวไทย 4.2 สถิติข้าวไทย 4.3 อุปสรรคของข้าวไทย 4.4 ข้าวไทยในอนาคต 5 ดูเพิ่ม 6 อ้างอิง 7 ข้อมูลจาก พันธุ์ของข้าว[แก้] Oryza sativa ปลูกทั่วไปทุกประเทศ ข้าวชนิด Oryza sativa ยัง แยกออกได้เป็น indica มีปลูกมากในเขตร้อน japonica มีปลูกมากในเขตอบอุ่น Javanica แบ่งตามลักษณะเมล็ด[แก้] แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ข้าวเจ้า และ ข้าวเหนียว ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกอย่างแต่ต่างกันตรงที่เนื้อแข็งในเมล็ด เมล็ดข้าวเจ้าประกอบด้วยแป้งอมิโลส (Amylose) ประมาณร้อยละ 15-30 เมล็ดข้าวเหนียวประกอบด้วยแป้งอมิโลเพคติน (Amylopectin) เป็นส่วนใหญ่และมีแป้งอมิโลส (Amylose) ประมาณร้อยละ 5-7 แบ่งตามการปลูก[แก้] หากแบ่งตามนิเวศน์การปลูก จะแบ่งได้ 7 ประเภท คือ ข้าวนาสวน ข้าวที่ปลูกในนาที่มีน้ำขังหรือกักเก็บน้ำได้ระดับน้ำลึกไม่เกิน 50 เซนติเมตร ข้าวนาสวนมีปลูกทุกภาคของประเทศไทย แบ่งออกเป็น ข้าวนาสวนนาน้ำฝน และข้าวนาสวนนาชลประทาน ข้าวนาสวนนาน้ำฝน ข้าวที่ปลูกในฤดูนาปี และอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ การกระจายตัวของฝน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาน้ำฝนประมาณ 70% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ข้าวนาสวนนาชลประทาน ข้าวที่ปลูกได้ตลอดทั้งปีในนาที่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ โดยอาศัยน้ำจากการชลประทาน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาชลประทาน 24% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด และพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลาง ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวที่ปลูกในนาที่มีน้ำท่วมขังในระหว่างการเจริญเติบโตของข้าว มีระดับน้ำลึกตั้งแต่ 1-5 เมตร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน ลักษณะพิเศษของข้าวขึ้นน้ำคือ มีความสามารถในการยืดปล้อง (internode elongation ability) การแตกแขนงและรากที่ข้อเหนือผิวดิน (upper nodal tillering and rooting ability) และการชูรวง (kneeing ability) ข้าวน้ำลึก ข้าวที่ปลูกในพื้นที่น้ำลึก ระดับน้ำในนามากกว่า 50 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 100 เซนติเมตร ข้าวไร่ ข้าวที่ปลูกในที่ดอนหรือในสภาพไร่ บริเวณไหล่เขาหรือพื้นที่ซึ่งไม่มีน้ำขัง ไม่มีการทำคันนาเพื่อกักเก็บน้ำ ข้าวนาที่สูง ข้าวที่ปลูกในนาที่มีน้ำขังบนที่สูงตั้งแต่ 700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป พันธุ์ข้าวนาที่สูงต้องมีความสามารถทนทานอากาศหนาวเย็นได้ดี การทำอาหาร[แก้] ประเภทของข้าวหลายประเภท สำหรับหลายจุดประสงค์ถูกจำแนกเป็นข้าวเมล็ด ยาว กลาง สั้น เมล็ดของข้าวเมล็ดยาวหอม (อะไมโลสสูง) มีแนวโน้มว่าจะคงสภาพหลังจากหุง; ข้าวเมล็ดปานกลาง (อะไมโลเพคตินสูง) จะเหนียวมากขึ้น บางประเภทของข้าวเมล็ดยาวมีอะไมโลเพคตินสูง เหล่านี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในฐานะข้าวเหนียวไทย โดยปกติถูกนึ่ง ข้าวสำเร็จรูปแตกต่างจากข้าวนึ่งที่มันสุกเต็มที่และหลังจากนั้นถูกทำให้แห้ง มีการการลดค่าอย่างมีนัยสำสำคัญในรสและความรู้สึกที่สัมผัส แป้งทำอาหารและแป้งข้าวมักถูกใช้ในน้ำแป้งผสมและการทำขนมปังเพื่อเพิ่มความกรอบ การเตรียม[แก้] ไม่ว่าล้างข้าวก่อนหุงหรือไม่ก็ตามขึ้นอยู่กับที่ที่ข้าวถูกผลิต ข้าวที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาส่วนมากถูกเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ (เช่น เหล็ก) ซึ่งทำให้ข้าวดูเหมือนว่าเป็นผง ข้าวสหรัฐอเมริกามักถูกติดป้ายว่า "ถูกเสริมคุณค่า" ถ้าคุณล้างข้าวหลังจากนั้นคุณเสียคุณค่าทางอาหารเหล่านี้ไป ข้าวอินเดียไม่ถูกเพิ่มสารอาหาร ดังนั้นการชำระล้างดีสำหรับการเอาแป้งออก ในญี่ปุ่น พวกเขาล้างจนกระทั่งน้ำใสและกล่าวว่าการทำเช่นนี้ช่วยการหุงข้าวให้สม่ำเสมอขึ้นและรสดีขึ้น เมื่อข้าวถูกล้างมันอาจจะถูกล้างซ้ำ หรือแช่เป็นเวลา 30 นาที การแช่ยังลดเวลาหุง ประหยัดเชื้อเพลิง ทำให้ลดการสัมผัสกับอุณหภูมิสูงให้น้อยที่สุดและดังนั้นลดความเหนียวของข้าว สำหรับบางพันธุ์ การแช่ปรับปรุงความรู้สึกที่สัมผัสของข้าวหุงสุกโดยการเพิ่มการขยายเมล็ด ยกตัวอย่างเช่น วิธีที่เหนือกว่าทางคุณค่าทางอาหารสำหรับการเตรียมข้าวกล้องรู้จักในฐานะข้าวกาบาหรือจีบีอาร์ (germinated brown rice) อาจถูกใช้ นี้เกี่ยวข้องกับการแช่ข้าวกล้องที่ล้างแล้วเป็นเวลา 20 ชั่วโมงในน้ำอุ่น (38 °C หรือ 100 °F) ก่อนที่จะหุงมัน นี้กระตุ้นการงอกซึ่งกระตุ้นเอนไซม์ต่าง ๆ ในข้าว โดยวิธีการนี้ ผลของการวิจัยที่ถูกดำเนินการสำหรับปีสากลแห่งข้าวสหประชาชาติมันเป็นไปได้ที่จะได้รับรูปโครงร่างของกรดอะมิโนที่ครบถ้วนมากขึ้น รวมถึงกาบา การแปรรูป[แก้] ข้าวถูกหุงโดยการต้มหรือนึ่งและดูดซับน้ำในระหว่างหุง มันสามารถถูกหุงในน้ำได้มากเท่ากับที่มันดูดซึมไดเ หรือในปริมาณของน้ำมากซึ่งถูกระบายออกก่อนการเสิร์ฟ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นที่นิยมในเอเชียและลาตินอเมริกา ทำให้การแปรรูปโดยการหุงข้าวง่ายลง ข้าว (หรือเมล็ดพืชอื่นใด ๆ ) บางครั้งถูกผัดทอดอย่างรวดเร็วในน้ำมันหรือไขมัน ก่อนที่จะต้ม (เช่นข้าวแซฟฟรอนหรือริซอตโต) นี้ทำให้ข้าวสุกเหนียวน้อยลงและเป็นสไตล์การปรุงอาหารที่เรียกว่า pilaf ในอิหร่านและอัฟกานิสถานหรือ Biryani (Dam-pukhtak) ในอินเดียปากีสถาน สารอาหารและความสำคัญทางโภชนาการของข้าว[แก้] ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งโลก ข้าวเป็นแหล่งพลังงานหลักของประชากรมากว่าว 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 9 ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ และ 8 ประเทศ ในทวีปแอฟริกา ร้อยละ 20 ของแหล่งพลังงานประชากรโลกเป็นข้าว ร้อยละ 19 และ 5 เป็นข้าวสาลีและข้าวโพด การวิเคราะห์รายละเอียดของปริมาณสารอาหารของข้าวที่แสดงให้เห็นว่าคุณค่าทางโภชนาการของข้าวแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ข้าวที่อยู่ระหว่างสีขาว, สีน้ำตาล, สีแดงและสีดำ (หรือสีม่วง) พันธุ์ข้าวแต่ละพื้นที่แพร่หลายในส่วนต่างๆของโลก นอกจากนี้คุณภาพของสารอาหารข้าวจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูกข้าว และวิธีการแปรรูปข้าวพร้อมก่อนที่จะบริโภค Rice, white, long-grain, raw Rice p1160004.jpg คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์) พลังงาน 1,527 kJ (365 kcal) คาร์โบไฮเดรต 80 g น้ำตาล 0.12 g ใยอาหาร 1.3 g ไขมัน 0.66 g โปรตีน 7.13 g วิตามิน ไทอามีน (บี1) (6%) 0.0701 mg ไรโบเฟลวิน (บี2) (1%) 0.0149 mg ไนอาซิน (บี3) (11%) 1.62 mg กรดแพนโทเทนิก (บี5 ) (20%) 1.014 mg วิตามินบี6 (13%) 0.164 mg แร่ธาตุ แคลเซียม (3%) 28 mg เหล็ก (6%) 0.80 mg แมกนีเซียม (7%) 25 mg แมงกานีส (52%) 1.088 mg ฟอสฟอรัส (16%) 115 mg โพแทสเซียม (2%) 115 mg สังกะสี (11%) 1.09 mg องค์ประกอบอื่น น้ำ 11.61 g หน่วย μg = ไมโครกรัม ● mg = มิลลิกรัม IU = หน่วยสากล ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่ แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database สถิติลำดับประเทศที่ผลิดข้าวของ FAO [4] ลำดับ ประเทศ จำนวน (หน่วยเป็นตัน) ลำดับ ประเทศ จำนวน (หน่วยเป็นตัน) 1 ธงของประเทศจีน จีน 181.900 11 ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐ 10.126 2 ธงของประเทศอินเดีย อินเดีย 130.513 12 ธงของประเทศปากีสถาน ปากีสถาน 7.351 3 ธงของประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย 53.985 13 ธงของประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้ 6.435 4 ธงของประเทศบังกลาเทศ บังกลาเทศ 40.054 14 ธงของประเทศอียิปต์ อียิปต์ 6.200 5 ธงของประเทศเวียดนาม เวียดนาม 36.341 15 ธงของประเทศกัมพูชา กัมพูชา 4.200 6 ไทย 27.000 16 ธงของประเทศเนปาล เนปาล 4.100 7 ธงของประเทศพม่า พม่า 24.500 17 ธงของประเทศไนจีเรีย ไนจีเรีย 3.542 8 ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ 14.615 18 ธงของประเทศอิหร่าน อิหร่าน 3.500 9 ธงของประเทศบราซิล บราซิล 13.141 19 ธงของประเทศศรีลังกา ศรีลังกา 3.126 10 ธงของประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่น 11.342 รวม 618.440 ข้าวในประเทศไทย[แก้] มีการแนะนำว่า บทความนี้หรือส่วนนี้ควรย้ายไปรวมกับบทความ การผลิตข้าวในประเทศไทย (อภิปราย) ประวัติความเป็นมาของข้าวไทย[แก้] การปลูกข้าวนั้นเกิดขึ้นควบคู่ไปกับวัฒนธรรมไทยมากว่า 5,500 ปีมาแล้ว โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญก็คือเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะไว้ใส่ข้าว ในสมัยสุโขทัยศิลาจารึกยังถูกบันทึกไว้ด้วยข้อมูลที่ระบุถ้อยคำว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือการเปิดเสรีทางการค้ากับต่างประเทศในสมัยอยุธยา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถิติข้าวไทย[แก้] จำนวนเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยทั้งหมดในปี 2007-2014 (หน่วยเป็นล้านตันข้าวเปลือกต่อปี) 2007/2008 2008/2009 2009/2010 2010/2011 2011/2012 2012/2013 2013/2014 ในฤดูปลูกข้าว 23.308 23.235 23.253 25.743 25.867 26.595 28.443 นอกฤดูปลูกข้าว 8.791 8.415 8.863 10.261 12.235 10.742 8.186 รวม 32.099 31.650 32.116 36.004 38.102 37.337 36.629 ราคาข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยบนความชื้นสัมพัทธ์ 15% ในปี 2007-2013 (หน่วยเป็นบาทต่อตัน) ปี 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013 ราคาโดยเฉลี่ย 8,833 9,748 8,840 8,558 10,227 9,886 7,856 ปริมาณการส่งออกของข้าวไทยในปี 2007-2013 (หน่วยเป็นล้านตัน) ปี 2007 2008 2009 2010 2011 2012 2013 ปริมาณการส่งออก 9.193 10.216 8.62 8.94 10.711 6.734 6.611 อุปสรรคของข้าวไทย[แก้] AFC-Logo Decline.svg บทความนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน มีเนื้อหา รูปแบบ หรือลักษณะการนำเสนอที่ไม่เหมาะสมสำหรับสารานุกรม โปรดอภิปรายปัญหาดังกล่าวในหน้าอภิปราย หากบทความนี้เข้ากันได้กับโครงการพี่น้อง โปรดทำการแจ้งย้ายแทน ต้นทุนการผลิตสูงในขณะที่ได้ผลผลิตต่อไร่น้อย หนึ่งในปัญหาของข้าวไทยก็คือต้นุทนการผลิตและผลผลิตต่อไร่ สิ่งนี้ส่งผลกระทบไปยังประสิทธิภาพการส่งออกภายในตลาดการค้าอาเซียน จากตามรายงานของ Thailand Farmer Support Association พบว่า เวียดนามมีต้นทุนการผลิตข้าวที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก ในขณะที่เวียดนามนั้นมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าประเทศไทย การชลประทานที่มีจำกัด ตามรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2008 ชี้ว่าการชลประทานในไทยปรากฏอยู่เพียง 32% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ดังนั้นการเพาะปลูกของชาวนาไทยส่วนใหญ่ จึงขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติค่อนข้างมาก ขาดแคลนงานวิจัยและการพัฒนา รัฐบาลเท่าที่ผ่านมาไม่ได้สนับสนุนนเกษตรกรโดยการผลักดันให้มีการทำงานวิจัยและพัฒนามากนัก นโยบายส่วนมากมักจะปรากฏอยู่ในรูปแบบของการตั้งราคาเสียมากกว่า หากรัฐบาลเพิ่มการสนับสนุนทางด้านการวิจัย จะเป็นการทำให้สวัสดิการในระยะยางของเกษตรกรไทยนั้นดีขั้น ราคาส่งออกที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนามเป็นคู่แข่งอันดับต้นๆของไทยในตลาดการส่งออกข้าว ราคาข้าวของเวียดนามนั้นถูกกว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นในปี 2007 ข้าวขาว 5%ในเวียดนามนั้นราคาถูกกว่าไทยประมาณ 169 ดอลลาร์หรัฐ ซึ่งตรงนี้เองทำให้ประเทศต่างๆอาจเปลี่ยนไปนำเข้าข้าวจากเวียดนามแทน ข้าวไทยในอนาคต[แก้] เพื่อเป็นการเตรียมตัวของประเทศไทยในการเปิดประตูสู่การเป็น AEC ข้อได้เปรียบทางการค้าของสินค้าการเกษตรจำเป็นจะต้องนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง การขนส่งที่ดีประกอบกับการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมจะทำให้ประเทศไทยมีประสิทธิภาพทางการส่งออกสินค้าเกษตรมากขึ้น ในกรณีของข้าวไทย แม้ว่าเวียดนามจะมีบทบาทที่สำคัญในการส่งออกข้าว ประเทศไทยเองก็ยังคงผลักดันให้ข้าวไทยกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในสายตาของชาวต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังต้องพัฒนาเรื่องความหลากหลายของพันธุ์ข้าวและรัฐบาลจำเป็นจะต้องมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่ชัดเจนเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวไทยในอนาคต

หวานเย็น

หวานเย็น 0 41899 0 prawarin prawarin ร้อนๆๆอย่างนี้ เปิดตู้เย็นเจอแต่ของหวาน เบื่อ ๆ เลยเอามาทำหวานเย็นแบบไทย ๆ กินบ้าง น่าจะอร่อยไม่แพ้เจเล่ไลท์เนอะ มาลองทำกันนะ จะเอาสีอะไรรสไหนก็ตามใจชอบและที่มีในตู้อิอิ ไทย อาหารหวาน อื่นๆ / กะทิ อื่นๆ มือใหม่หัดชิม 20 นาที รูปภาพอื่นๆ ส่วนผสมและสัดส่วน ลอดช่องน้ำกะทิ 200 กรัม รวมมิตรกะทิสด 200 กรัม น้ำหวานเฮลบลูบอย 200 กรัม น้ำส้ม 200 กรัม (แล้วแต่ว่าจะทำปริมาณเท่าไหร่ตามใจชอบจ้า) ถุงพลาสติกขนาดเล็ก ( พอดีที่บ้านไม่มีแบบเล็กมาก) ยางรัด เครื่องปรุง ลอดช่องน้ำกะทิ รวมมิตรกะทิสด น้ำหวานเฮลบลูบอย น้ำส้ม วิธีปรุง 1. เตรียมอุปกรณ์สำหรับทำหวานเย็น แยกเป็นชนิดที่จะทำ 2. บรรจุลงในถุงพลาสติกประมาณครึ่งถุงแล้วนำยางรัดให้แน่น ทำจนหมด 3. นำไปแช่ในช่องฟรีซไว้ประมาณ 1 คืน ก็จะได้หวานเย็นแล้วคะ

ไอศกรีม

ไอศกรีม จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ไอศกรีมแบล็กวอลนัต ไอศกรีม (อังกฤษ: ice cream) หรือภาษาปากว่า ไอติม เป็นของหวานแช่แข็งชนิดหนึ่ง ได้จากการผสมส่วนผสม นำไปผ่านการฆ่าเชื้อ แล้วนั้นนำไปปั่นในที่เย็นจัด เพื่อเติมอากาศเข้าไปพร้อม ๆ กับการลดอุณหภูมิ โดยอาศัยเครื่องปั่นไอศกรีม ไอศกรีมตักโดยทั่วไปจะต้องผ่านขั้นตอนการแช่เยือกแข็งอีกครั้งก่อนนำมาขายหรือรับประทาน เนื้อหา [ซ่อน] 1 ประวัติ 2 ไอศกรีมในประเทศไทย 3 ไอศกรีมในรูปแบบต่าง ๆ 4 อ้างอิง 5 ดูเพิ่ม ประวัติ[แก้] ต้นกำเนิดของไอศกรีมนั้น ไม่เป็นที่แน่ชัดมาเริ่มจากไหน บางข้อมูลก็ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรแห่งจักรวรรดิโรมัน ที่ได้มีการพระราชทานเลี้ยงไอศกรีมทหาร โดยในสมัยนั้นทำจากเกล็ดน้ำแข็ง (หิมะ) ผสมน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งคล้ายกับไอศกรีมเชอร์เบตในปัจจุบัน แต่บ้างก็ว่ามาจากประเทศจีน เกิดจากเมื่อสมัยโบราณที่นมถือเป็นของหายาก จึงได้มีการคิดวิธีเก็บรักษาโดยการเอาไปฝังในหิมะ จึงเกิดเป็นไอศกรีมขึ้น แม้จะไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับไอศกรีมอย่างทุกวันนี้ แต่บ้างก็ว่ามาจากอิตาลีโดยมาร์โค โปโล กลับจากจีนแล้วเอาสูตรไอศกรีมมาเผยแพร่ ซึ่งในตอนนั้นไอศกรีมของจีนยังไม่มีนม เป็นคล้ายน้ำแข็งไสมากกว่า ยังมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษเมื่อสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พ่อครัวคนหนึ่งมีสูตรเด็ดเป็นครีมแช่แข็งปรุงรส ซึ่งเป็นสูตรลับสุดยอดที่ส่งเป็นของหวานถวายพระองค์ ทว่าเมื่อพระองค์ถูกปลงพระชนม์โดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ระหว่างสงครามกลางเมืองอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1642-ค.ศ. 1651 พ่อครัวต้องลี้ภัยไปยุโรปจึงได้นำสูตรไอศกรีมนี้เผยแพร่ออกไป ไอศกรีมในประเทศไทย[แก้] ไอศกรีมหลอด หรือไอศกรีมแท่งแบบไทย ในประเทศไทยนั้น ไอศกรีมเริ่มเข้ามาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาเผยแพร่ในสยาม หลังเสร็จประพาสอินเดีย, ชวาและสิงคโปร์ น้ำแข็งในตอนแรก ๆ ก็ยังไม่สามารถผลิตในประเทศได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาก็เริ่มมีการทำไอศกรีมกินกันมากขึ้น ถือว่าไอศกรีมเป็นของเสวยเฉพาะสำหรับเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึกไว้ว่า ไอศกรีมเป็นของที่วิเศษในเวลานั้น เพราะเพิ่งได้เครื่องทำน้ำแข็งอย่างเล็กที่เขาทำกันตามบ้านเข้ามา ทำบางวันน้ำก็แข็งบางวันก็ไม่แข็ง มีไอศกรีมบ้างบางวันก็ไม่มี จึงเห็นเป็นของวิเศษ โดยไอศกรีมในพระราชวังนั้นจะทำจากน้ำมะพร้าวอ่อน ใส่เม็ดมะขามคั่ว จนต่อมาเมื่อมีโรงงานทำน้ำแข็ง แต่ก็ยังถือเป็นของชั้นดี โดยมีไอศกรีมระดับชาวบ้านทำเองด้วย ในช่วงแรก ๆ นั้นไอศกรีมกะทิมีลักษณะเป็นน้ำแข็งละเอียดใส ๆ รสหวานไม่มาก และมีกลิ่นหอมของดอกนมแมว ในสมัยนั้นวิถีการกินของผู้คนจะนิยมกินอาหารกันในเรือนแพ เหมือนที่สมัยนั้นจะขายก๋วยเตี๋ยว หรือกาแฟกันบนเรือ ลักษณะของไอศกรีมกะทิใส่ถ้วยพร้อมโรยด้วยถั่วลิสงคั่วก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งต่อมาไอศกรีมกะทิก็มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น จากกะทิใส ๆ ก็มีความเข้มข้น มีการใส่ลอดช่อง, เม็ดแมงลัก และขนุนฉีกเข้าไป โดยคนไทยได้ดัดแปลงไอศกรีมของต่างชาติมาเป็นไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมกับน้ำตาลนำไปปั่นให้แข็ง เนื้อไอติมค่อนข้างใสเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียด เวลารับประทานต้องขูดไอติมออกจากขอบหม้อโลหะเมื่อไอติมเริ่มแข็งตัว ตอนขายตักใส่ถ้วยเป็นลูก ๆ เรียกไอติมตัก กินกับถั่ว ข้าวเหนียวหรือลูกชิด บางคนกินกับขนมปังที่หั่นเป็นท่อน และมีรอยแยกเป็นร่องอยู่ตรงกลาง [1] ส่วน ไอศกรีมหลอด หรือไอศกรีมแท่งก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยใช้น้ำหวานใส่หลอดสังกะสีและเขย่าให้แข็ง และมีก้านไม้เสียบ โดยจะใส่ถังขับไปขายตามถนน สั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณเพื่อเรียกลูกค้า นอกจากนี้ยังมีจุดขายที่การลุ้นไอศกรีมฟรีจากไม้เสียบที่หากมีสีแดงป้ายอยู่ก็จะได้กินฟรีอีกหนึ่งแท่งด้วย ซึ่งไอศกรีมแบบหลอดก็มีการพัฒนาจนมาเป็นไอศกรีมโบราณที่มีส่วนผสมของนมโดยมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม อาจทานเป็นแท่ง หรือตัดใส่ถ้วยรับประทานก็ได้ จากนั้นมาก็เป็นยุคของไอศกรีมแบบวัฒนธรรมตะวันตกแท้ ๆ จนถึงปัจจุบัน [2] ไอศกรีมในรูปแบบต่าง ๆ[แก้] ไอศกรีมแท่ง เชอร์เบต ซอร์เบต์ ซอฟต์เสิร์ฟ ซันเด พาร์เฟต์ หวานเย็น ไอติมตัด ไอติมไม้แดง ไอศกรีมน้ำเต้าหู้ ไอศกรีมกะทิ ไอศรีมโคน ไอศกรีมถ้วย

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

หญิงยุโรป

หญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป ทีมหญิงฮอลแลนด์ เจ้าภาพประกาศความยิ่งใหญ่คว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ประจำปี 2017 หลังจากต้อนเดนมาร์ก 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม แมตช์นัดชิงชนะเลิศมีขึ้นที่ เด กรอสค์ เวสเต้, เอ็นส์เชเด้ ท่ามกลางแฟนบอล 28,182 คน โดยมี เอสเธอร์ สเตาบลี กรรมการหญิงชาวสวิสวัย 37 ปี ตัดสินเกม ฮอลแลนด์ ได้ 4 ประตูจาก วิเวียนน์ มีเดม่า จัดการคนเดียวสองประตูนาทีที่ 10, 89, ลีเก้ มาร์เท่นส์ นาที 28, เชริดา สปิทเซ่ กัปตันทีมยิงนาที 51 โดยเดนมาร์กได้สองประตู นาเดีย นาดิม ยิงจุดโทษนาทีที่ 6 และ เพอร์มิลล์ ฮาร์เดอร์ นาที 33 ซาริน่า เวียกมาน โค้ชทีมหญิงฮอลแลนด์ วัย 47 ปี นำทีมได้แชมป์ยูฟ่า วีเมนส์ ยูโร เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งผลงานดีที่สุดก่อนหน้านี้ พวกเธอเข้ารอบรองชนะเลิศ ปี 2009 ที่ฟินแลนด์ และศึกยูฟ่า วีเมนส์ ยูโร ปีนี้ ฮอลแลนด์ ชนะทั้ง 6 นัดที่ลงสนาม ส่วน โจดี้ เทย์เลอร์ กองหน้าอังกฤษ คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด ยิงได้ทั้งหมด 5 ประตู ตามด้วย วิเวียนน์ มีเดม่า 4 ประตู และ เชริดา สปิทเซ่ กับ ลีเก้ มาร์เท่นส์ ยิงได้คนละ 3 ประตู สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป สาวดัตช์สุดเจ๋ง!ซิวแชมป์บอลหญิงยุโรป

ซูบิน

cover-กินจนดัง! คุยกับ ‘ยางซูบิน’ เน็ตไอดอลสายโชว์กินที่เชื่อว่า “จะกินทุกอย่างจนกว่าจะไม่มีของอร่อยอะไรให้กิน!” 7 MIN. READ กินจนดัง! คุยกับ ‘ยางซูบิน’ เน็ตไอดอลสายโชว์กินที่เชื่อว่า “จะกินทุกอย่างจนกว่าจะไม่มีของอร่อยอะไรให้กิน!” 14-02-2017 29k VIEWS HIGHLIGHTS: ยางซูบิน ม็อกบัง (Mukbang: 먹방) จากเกาหลีใต้ชื่อดังรายนี้เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางเน็ตไอดอลสายกินด้วยคลิปวิดีโอ ‘โชว์กินบะหมี่ต่อหน้าผู้ชายและกินตามลำพัง’ ซึ่งเธอสารภาพว่าไม่ได้คิดว่าจะดังจนถึงทุกวันนี้ เธอเป็นคนที่ชอบกินมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ที่สำคัญอาหารจานโปรดอย่างไก่ทอด ก็มีที่มาจากร้านไก่ทอดของคุณป้าของเธอ ซูบินจะไม่ให้อาหารที่คนกินกับสุนัข เนื่องจากเธอเป็นห่วงเรื่องสุขภาพสัตว์เลี้ยง โดยอาหารที่แบ่งให้กินได้จะเป็นอาหารจำพวก อกไก่ และปลาแซลมอน มากกว่า “อันยองฮาเซโย ไฮ เฮลโล หนีห่าว ซินจ่าว คอนนิจิวะ สวัสดีค่ะ” นี่คือคำกล่าวทักทายที่ปรากฏอยู่ในคลิปและไลฟ์สดของ ‘ยางซูบิน (Yang Subin: 양수빈)’ เน็ตไอดอลสายกิน หรือที่ในภาษาเกาหลีนิยมเรียกกันว่า ‘ม็อกบัง (Mukbang: 먹방)’ เกือบทุกคลิป ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่าเธอมีแฟนๆ ติดตามจากทั่วทุกมุมโลกมากมายเพียงใด โดยเฉพาะแฟนๆ ชาวไทยจำนวนมากที่ตามไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของเธอเกือบทุกโพสต์ในท่าทีที่แสดงออกถึงความเป็นมิตร เอ็นดู หรือไม่น่ารักบ้างคละเคล้ากันไป ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ม็อกบังขวัญใจคนไทยรายนี้ลัดฟ้ามาเยือนเมืองไทยในฐานะแขกรับเชิญคนพิเศษของ ‘KFC ประเทศไทย’ เพื่อทำภารกิจ ‘#ซูบินพิชิตKFC’ The Momentum จึงได้รับโอกาสพิเศษร่วมพูดคุยกับ ยางซูบิน ถึงเรื่องราวต่างๆ และที่มา แรงบันดาลใจในการทำเพจ และการกินของเธอ ถ้าเป็นตัวฉันเองจะไม่สนใจคนอื่นว่าจะมองฉันอย่างไร ฉันแค่ทำในสิ่งที่ฉันรัก กินในสิ่งที่ฉันชอบ ก็แค่นั้น เวลามีคนเข้ามาว่า หรือพูดอะไรถึงฉันในทางที่ไม่ดี ฉันจะไม่สนใจอยู่แล้ว จะสนใจแฟนๆ และคนที่เขารักฉันมากกว่า กว่าจะมาเป็นม็อกบังที่โด่งดังและฮอตที่สุดในโลกออนไลน์ ยางซูบิน ม็อกบังจากเกาหลีใต้ชื่อดังรายนี้เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางเน็ตไอดอลสายกินด้วยคลิปวิดีโอ ‘โชว์กินบะหมี่ต่อหน้าผู้ชายและกินตามลำพัง’ ซูบินเล่าให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะว่าในสมัยเด็กๆ เธอเกิดมาพร้อมกับน้ำหนักราว 5 กิโลกรัม ซึ่งเธอก็เป็นเด็กที่กินเก่งมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วด้วย ที่สำคัญอาหารจานโปรดของเธออย่าง ‘ไก่ทอด’ ก็มีที่มาจากร้านขายไก่ทอดของคุณป้าของเธอนั่นเอง ในเพจเฟซบุ๊กของยางซูบิน เธอใช้คำเรียกแทนตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากซูบินไม่ได้มีความสามารถแค่การโชว์กินอาหารเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและแตกต่างจากม็อกบังรายอื่นๆ คือความสามารถที่รอบด้าน ทั้งการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ โชว์สอนแต่งหน้า หรือแม้แต่การเป็นนักร้อง และศิลปินตลก “ตอนนี้ฉันทำงานอยู่ที่บริษัทด้านบันเทิง ดังนั้นก็จะได้ทำงานหลายๆ ด้าน ทั้งการแสดง, รีวิวเมกอัพ, ร้องเพลง ความจริงการกินโชว์เป็นแค่กิจกรรมที่ฉันทำเวลารู้สึกเบื่อมากกว่า” ล่าสุดเธอยังเล่าให้เราฟังอีกด้วยว่าช่วงนี้เธอกำลังถ่ายทำภาพยนตร์อยู่ที่เกาหลีใต้อยู่ “ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้ฉันเป็นม็อกบังที่แตกต่างจากคนอื่นอาจจะเป็นเพราะว่าในระหว่างที่กิน ฉันไม่ค่อยพูดสักเท่าไร แล้วข้างๆ ฉันก็มีน้องหมามานั่งอยู่ด้วย” ปกติแล้วฉันจะไม่ค่อยให้อาหารของมนุษย์กับสุนัขสักเท่าไร ที่เห็นว่าให้เขากินได้ในบางคลิปจะเป็นอาหารจำพวกโปรตีน เช่น อกไก่และแซลมอนมากกว่า อย่างที่ซูบินบอกแหละครับว่านอกจากสไตล์การกินที่แสนเอร็ดอร่อยแล้ว สุนัขเพศเมียพันธุ์ชาเป่ย (Sharpei) ของเธอที่ออกมานั่งหน้าย่นทำหน้าไม่เข้าใจโลกตลอดเวลา พร้อมเดินวนโต๊ะรออาหารซ้ายขวาทีแบบมีมารยาทก็เป็นสีสันที่ทำให้คลิปวิดีโอของเธอได้รับความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน เจ้าโฮดู (ชื่อหมา Hodoo) ก็กลายเป็นประเด็นดราม่าเบาๆ ที่คนไทยสงสัยไม่น้อยว่าทำไมเธอถึงไม่แบ่งอาหารให้หมากิน “ในความเป็นจริงฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้หมามาออกคลิปด้วยทุกครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไลฟ์โชว์กินอาหาร โฮดูก็มักจะมาอยู่ด้วยตลอด หากเป็นคนอื่นอาจจะกันน้องหมาออกไป แต่ตัวฉันเองจะเป็นคนสบายๆ ไม่ต้องไปกักตัวเขาไว้ในห้องหรือคอก โดยที่เห็นว่าเขารู้จักนั่งรอไม่มาแย่งอาหารจากที่ฉันกิน เพราะฉันฝึกเขาให้รู้จักการรอ “ส่วนเรื่องอาหาร ปกติแล้วฉันจะไม่ค่อยให้อาหารของมนุษย์กับสุนัขสักเท่าไร ที่เห็นว่าให้เขากินได้ในบางคลิปจะเป็นอาหารจำพวกโปรตีน เช่น อกไก่และแซลมอนมากกว่า” เมื่อถามเธอว่ามีวิธีในการดูแลสุขภาพอย่างไร เธอก็แกล้งสำลักพร้อมหัวเราะและตอบกลับมาว่าปกติเธอจะไปว่ายน้ำ วิ่ง และพาเจ้าโฮดูไปเดินเล่นบ้างในบางครั้ง “ฉันมองว่าถ้าเป็นการไดเอตเพื่อสุขภาพก็ดี แต่ถ้าเป็นตัวฉันเองจะไม่สนใจคนอื่นว่าจะมองฉันอย่างไร ฉันแค่ทำในสิ่งที่ฉันรัก กินในสิ่งที่ฉันชอบ ก็แค่นั้น ความสุขของฉันคือการกิน ไม่ใช่การช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า เวลามีคนเข้ามาว่า หรือพูดอะไรถึงฉันในทางที่ไม่ดี ฉันจะไม่สนใจอยู่แล้ว จะสนใจแฟนๆ และคนที่เขารักฉันมากกว่า” ก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ ยางซูบินบอกความในใจที่มีต่อแฟนๆ ชาวไทยไว้ว่า “ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จเท่าทุกวันนี้ ตกใจเหมือนกัน เพราะแค่เป็นคนชอบกินเฉยๆ ขอบคุณมากที่ติดตามดูคลิปเป็นประจำ ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และต่อไปนี้จะกินให้อร่อยมากขึ้นค่ะ” Influencer ตัวจริงด้านการกิน แม้จะไม่มีการบอกกล่าวเรื่องสถานที่ไลฟ์สดของภารกิจโชว์กินไก่ทอดของซูบิน และ KFC (หรืออาจจะมีข่าววงในรั่วไหล) แต่บรรยากาศของ ‘ร้าน KFC Drive Thru สาขารามอินทรา 83’ ในวันที่มีการจัดกิจกรรมก็ดูจะคึกคักและอุ่นหนาฝาคั่งเป็นพิเศษ กระทั่งอาณาบริเวณของร้านที่ดูกว้างใหญ่ ที่จอดรถจำนวนมากมายกลับดูเล็กลงมาถนัดตา แม้แต่ลูกค้าบางส่วนที่ตั้งใจเดินทางมากินไก่ทอดยังต้องยอมนั่งบนเก้าอี้เด็ก พลางใช้ถาดเสิร์ฟอาหารชันบนหัวเข่าเพื่อใช้เป็นโต๊ะฉุกเฉิน! จากการประเมินด้วยสายตา แฟนคลับส่วนใหญ่ที่เดินทางมาคอยให้กำลังใจเธออยู่ในช่วงวัยรุ่น, คนทำงาน และมีไม่น้อยที่ตั้งใจขับรถแวะมาดูซูบินตัวเป็นๆ ให้เห็นกับตา ก่อนที่จะอดใจไม่ไหวยอมซื้อไก่ทอดกินหลังเห็นม็อกบังรายนี้โชว์กินแบบสดๆ ถึงแม้ว่าการไลฟ์สดครั้งดังกล่าวของซูบินจะกินเวลานานกว่า 39 นาที แต่กลับเป็น 39 นาทีที่ไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อย จนปัจจุบันคลิปดังกล่าวมียอดคนดูมากกว่า 4 ล้านวิวแล้ว! (นับจนถึง 14 กุมภาพันธ์) ที่สำคัญ KFC ก็ดูจะได้ประโยชน์จากแคมเปญนี้ของพวกเขาไปเต็มๆ เพราะเกิดกระแสอยากกินไก่ทอดเคเอฟซีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนผู้ใช้งานโซเชียลบางรายยังกล่าวว่ายอดโทรเข้าไปสั่งอาหารกับ KFC มีเป็นจำนวนมากจนตนต้องรอสายนานกว่า 45 นาที! สิ่งเหล่านี้คงจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันให้เห็นได้ว่า “ซูบินกินอะไร ความอร่อยและความน่ากินของอาหารชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น 100%” ในขณะเดียวกัน แบรนด์ต่างๆ ก็น่าจะได้เห็นวิธีการหยิบ Influencer มาใช้งานให้ตรงกับคาแรกเตอร์ของแบรนด์ตัวเอง เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเต็มที่ที่สุดอีกด้วย นับจนถึงวันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2017) เพจของยางซูบิน ‘양수빈 หรือ soobin1017’ ก็มีจำนวนยอดไลก์มากกว่า 1.9 ล้านคนไปแล้ว และดูท่าว่าตัวเลขดังกล่าวจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน เพราะซูบินบอกกับเราว่า “ฉันคงกินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรอร่อยแล้ว” (หัวเราะ)

เสือทุกชนิด

เสือ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ฟิลิดีซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมวโดยชนิดที่เรียกว่าเสือมักมีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่า[1]และอาศัยอยู่ภายในป่า ขนาดของลำตัวประมาณ 168 - 227 เซนติเมตรและหนักประมาณ 180 - 245 กิโลกรัม[2] รูม่านตากลม เป็นสัตว์กินเนื้อกลุ่มหนึ่ง มีลักษณะและรูปร่างรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากสัตว์ในกลุ่มอื่น หากินเวลากลางคืน มีถิ่นกำเนิดในป่า เสือส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการปีนป่ายต้นไม้ ซึ่งยกเว้นเสือชีต้า เสือทุกชนิดมีกรามที่สั้นและแข็งแรง มีเขี้ยว 2 คู่สำหรับกัดเหยื่อ ทั่วทั้งโลกมีสัตว์ที่อยู่ในวงศ์เสือและแมวประมาณ 37 ชนิด ซึ่งรวมทั้งแมวบ้านด้วย[3] เสือจัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะเสือขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่งหรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความหวาดหวั่นเกรงขามในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของพวกมัน เสือจึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งสัตว์ปา และเป็นจ้าวแห่งนักล่าอย่างแท้จริง [4] ปัจจุบันจำนวนของเสือในประเทศไทยลดจำนวนลงเป็นอย่างมากในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เสือกลับถูกล่า ป่าภายในประเทศถูกทำลายเป็นอย่างมาก สภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของมนุษย์เอง ทุกวันนี้ปริมาณของเสือที่จัดอยู่ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของเสือซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของเสือเพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด ลักษณะทั่วไป[แก้] เสือโคร่งเบงกอล (Panthera tigris tigris) เสือส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในป่าและทุ่งหญ้า ส่วนใหญ่ไม่ชอบน้ำเช่นเดียวกับแมวทั่วไป มีเพียงเสือโคร่ง[5]และเสือจากัวร์เท่านั้นที่ชอบน้ำ[6] ยิ่งกว่านั้นสถานที่ที่พบเสือโคร่งบ่อยที่สุดมักจะเป็นแอ่งน้ำ ทะเลสาบ หรือแม่น้ำ เสือเป็นสัตว์ที่หากินโดยลำพัง อาหารหลักมักจะเป็นสัตว์กินพืชขนาดกลางอย่างเช่น กวาง หมูป่า และควาย ซึ่งจะล่าเหยื่อด้วยวิธีการเดิน ย่อง วิ่งไล่และตะครุบเหยื่อ อย่างไรก็ตามพวกมันอาจจะออกล่าสัตว์ที่ขนาดใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าในสถานการณ์ที่คับขัน เสือมีลักษณะพิเศษคือสามารถซ่อนเล็บไว้ในปลายนิ้วเท้าได้ เมื่อต้องการจับยึดเหยื่อจะกางเล็บเท้าหน้าออก ส่วนเล็บเท้าด้านหลังจะใช้เป็นอาวุธสำหรับฉีกกระชากเหยื่อ และในขณะที่เสือวิ่งเล็บเท้าหลังจะช่วยยึดเกาะ ทำให้สามารถตะกุยพื้นเร่งความเร็วได้เร็วขึ้น นอกจากนี้วิธีการหดซ่อนเล็บของเสือยังเป็นวิธีการรักษาความแหลมคมของเล็บไว้ เพื่อป้องกันการขูดขีดขณะเดินหรือเคลื่อนไหวตามปกติ ศัตรูเพียงชนิดเดียวของเสือก็คือมนุษย์ ปัจจุบันเสือถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำไปทำเสื้อขนสัตว์ และเป็นความเชื่อในการทำยาบำรุงกำลังของผู้ชาย จากความเสียหายของถิ่นที่อยู่ รวมทั้งการล่าเพื่อทำหนังขนสัตว์ จำนวนเสือตามธรรมชาติจึงลดน้อยลง เสือจึงเป็นสัตว์ที่อยู่รายการสปีชีส์ที่กำลังอยู่ในอันตราย เสือเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อยู่ในระดับเหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร เพราะการสูญสิ้นหรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วของเสือ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและความสัมพันธ์ของห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศทั้งหมด การสูญพันธุ์ของสัตว์กินเนื้อเพียงหนึ่งหรือสองชนิด จะทำให้กลุ่มของสัตว์กินพืชเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งธรรมชาติเสียความสมดุล ปัจจุบันได้มีมาตรการคุ้มครองสัตว์กินเนื้อ โดยเฉพาะสัตว์ในกลุ่มเสือให้รอดพ้นจากการล่าของมนุษย์ เพื่อให้สัตว์กินเนื้อเหล่านี้ไม่สูญพันธุ์ไปจนหมด วิวัฒนาการของเสือ[แก้] สัตว์ในกลุ่มเสือซึ่งหมายรวมถึงเสือและแมวทุกชนิด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสิ่งที่มีชีวิตในวงศ์ฟิลิดี เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมซึ่งมีขนปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย มีปอดไว้สำหรับหายใจ หัวใจมี 4 ห้องและมีลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเมียมีเต้านมและน้ำนมไว้สำหรับเลี้ยงลูกอ่อน ซึ่งส่วนใหญ่การปฏิสนธิและเจริญเติบโตของลูกอ่อน จะเกิดขึ้นภายในมดลูกของตัวเมีย มีเขี้ยวที่ใช้ฆ่าเหยื่อ มีฟันกรามที่คมเหมือนมีดไว้สำหรับตัดเนื้อ ซึ่งพัฒนามาจากฟันกรามที่ทำหน้าที่สำหรับบดเคี้ยว มีข้อต่อสำหรับกระดูกสันหลังที่ยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง การเร่งความเร็วในการวิ่ง และการกระโจน มีนิ้วเท้า 5 นิ้วและเล็บแหลมคม สัตว์กินเนื้อเริ่มปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อต้นมหายุคซีโนโซอิก (อังกฤษ: Cenozoic) หรือเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กินเนื้อในยุคนี้ คือกลุ่มของสัตว์ที่เรียกกันว่าไมเอซิดี (อังกฤษ: Miacidae)[7] ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก ลักษณะลำตัวยาว มีหางสั้น มีอวัยวะที่ยื่นออกมาจากลำตัวและข้อต่อที่สามารถยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี ลักษณะของไมเอซิดีจะคล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กในปัจจุบันคือ จีเน็ต (อังกฤษ: Genets) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับสัตว์จำพวกชะมด (อังกฤษ: Civet) มีขนาดสมองที่เล็กและกะโหลกแบน มีอุ้งเท้าที่กว้างและนิ้วเท้าที่แยกออกจากกัน อาศัยในป่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือไวเวอร์ราวิน (อังกฤษ: Viverravines) และไมเอซิน (อังกฤษ: Miachines) ซึ่งมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในหินที่มีอายุประมาณ 39 ล้านปี และในช่วงระยะเวลา 39 ล้านปีก่อนนี้เอง ปลายสมัยอีโอซีน (อังกฤษ: Eocene) ซึ่งต่อกันกับสมัยโอลิโกซีน (อังกฤษ: Oligocene) เป็นช่วงเวลาที่สัตว์กินเนื้อปรากฏขึ้นบนโลกมากมายหลากหลายชนิด กระจายถิ่นฐานตามพื้นที่ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองโลกแทนไดโนเสาร์ที่พึ่งจะสูญพันธุ์ไป[4] สัตว์กินเนื้อที่เรียกว่า ไมเอซิดี คือ ไวเวอร์ราวินและไมเอซิน เป็นจุดเริ่มต้นวิวัฒนาการของสัตว์กินเนื้ออีก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ อาร์กทอยเดีย (อังกฤษ: Arctoidea) และ แอลูรอยเดีย (อังกฤษ: Aeluroidea) ซึ่งลักษณะของอาร์กทอยเดีย คือสัตว์กินเนื้อที่มีรูปร่างคล้ายหมี ได้แก่สัตว์จำพวกหมี แร็กคูน แมวน้ำ วอลรัส เพียงพอน (วีเซิล) หมูหริ่ง (แบดเจอร์) และหมีแพนด้า ส่วนแอรูรอยเดีย คือสัตว์กินเนื้อที่มีรูปร่างคล้ายเสือหรือแมว ได้แก่เสือหรือแมวทุกชนิด ไฮยีน่า จีเน็ตหรือสัตว์ในกลุ่มชะมดทุกชนิด ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับสัตว์ประเภทไวเวอร์ราวิน ในส่วนของลักษณะโครงสร้างของร่างกาย เช่นโครงสร้างของกะโหลก ฟันและเท้าซึ่งได้รับการพัฒนาจากการปีนป่ายมาเป็นการวิ่งแทน สำหรับสัตว์ในกลุ่มของเสือในปัจจุบันคือ ฟิลิดี หรือที่เรียกว่า "สัตว์ในกลุ่มเสือที่แท้จริง" (อังกฤษ: True Cats) ซึ่งในที่นี้รวมถึงเสือเขี้ยวดาบบางชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย แต่สำหรับเสือเขี้ยวดาบนั้นไม่จัดอยู่ในกลุ่มเสือที่แท้จริงและสัตว์กินเนื้อที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายเสือ แต่จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า นิมราวิดี (อังกฤษ: Nimravidae) ซึ่งสูญพันธ์ไปจากโลกนี้เมื่อประมาณ 2 - 5 ล้านปีก่อน[8] สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายเสือและเสือที่แท้จริง[แก้] ในปี พ.ศ. 2488 นักโบราณชีววิทยากลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ได้ศึกษาและเปรียบเทียบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายเสืออายุประมาณ 24 - 39 ล้านปีก่อน กับซากดึกดำบรรพ์ของเสือในยุคสมัยประมาณ 25 ล้านปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าสัตว์ทั้ง 2 กลุ่มนั้นมีลักษณะพื้นฐานทางกายภาพที่แตกต่างกัน จึงตั้งชื่อสัตว์ในกลุ่มแรกว่า พาลีโอฟีดิลิดส์ (อังกฤษ: Paleofeilds) และสัตว์ในกลุ่มสองว่า นีโอฟีลิดส์ (อังกฤษ: Neofelids) และต่อมาในภายหลังนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อวงศ์ให้แก่สัตว์ในกลุ่มพาลีโอฟีดิลิดส์ว่า "นิมราวิดี" และสัตว์ในกลุ่มนีโอฟิลิดส์ว่า "ฟิลิดี" ซึ่งก็คือกลุ่มของสัตว์คล้ายเสือหรือลักษณะของสัตว์ในกลุ่มเสือที่แท้จริง สิ่งที่นิมราวิดิกับฟิลิดีวิวัฒนาการมาแตกต่างกันก็คือ กล่องหู (อังกฤษ: Auditory Bulla) ซึ่งเป็นโครงสร้างภายในกะโหลกและเป็นที่ตั้งของหูส่วนกลาง ซึ่งโครงสร้างของหูส่วนกลางนั้นประกอบไปด้วย กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมระหว่างเยื่อแก้วหูกับหูด้านใน สัตว์ในกลุ่มแอลูรอยเดียทั้งหมดจะมีลักษณะโครงสร้างส่วนนี้คล้ายคลึงกัน ยกเว้นก็แต่เพียงสัตว์คล้ายเสือในกลุ่มนิมราวิดีเท่านั้น ซึ่งสัตว์กินเนื้อในกลุ่มแอลูรอยเดีย จะมีกล่องหูที่โป่งพองเป็นโพรงขนาดใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งกล่องหูมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความสามารถในการได้ยินก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีแผ่นเยื่อบาง ๆ (อังกฤษ: Septum) ทำหน้าที่กั้นแบ่งกล่องหูเป็น 2 ห้อง แต่สัตว์ในกลุ่มนิมราวิดีจะไม่มีแผ่นเยื่อบาง ๆ ในกล่องหู ซึ่งแผ่นเยื่อบาง ๆ และกล่องหูเป็นโครงสร้างสำคัญที่ใช้แยกระหว่างสัตว์คล้ายเสือกับเสือที่แท้จริง สัตว์คล้ายเสือในกลุ่มนิมราวิดี ส่วนมากจะมีเขี้ยวบนที่มีขนาดยาวและตัน จนมองดูเหมือนกับว่ามีลักษณะคล้ายกับดาบโค้งขนาดใหญ่ ส่วนเขี้ยวที่อยู่ด้านล่างจะมีขนาดลดลงอย่างสัมพันธ์กัน นอกจากนี้กระดูกบริเวณกรามล่างก็จะสั้นลงเพื่อป้องกันไม่ให้เขี้ยวโค้งบดเนื้อตัวเอง สำหรับฟันบริเวณด้านข้างหรือฟันกรามก็จะลดจำนวนลง และวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจนมีลักษณะคล้ายใบมีด สัตว์คล้ายเสือที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ บาบัวโรฟีลิส (Barbourofelis) ซึ่งลักษณะของ เขี้ยวดาบ เคยปรากฏในกลุ่มเสือที่แท้จริงหรือตัวอย่างที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ สมิโลดอน (Smilodon) ซากของสมิโลดอนถูกขุดพบเป็นจำนวนมากในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีอายุประมาณ 2 ล้านปี ในขณะที่ซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์กินเนื้อรูปร่างคล้ายเสือในกลุ่มนิมราวิดี ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า คืออยู่ระหว่าง 7 - 37 ล้านปี บรรพบุรุษของเสือที่แท้จริงหรือสัตว์ในกลุ่มฟิลิดี ได้แก่ โพรไอลูรัส (Proailurus) และ ซูดีรูรัส (Pseudaelurus) เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก มีโครงสร้างของระบบฟัน คล้ายกับเสือในปัจจุบันมาก โพรไอลูรัสอยู่ในสมัยโอลิโกซีน (Oligocene) พบซากดึกดำบรรพ์ในทวีปยุโรปส่วนซูดีรูรัสนั้นเป็นสัตว์ในสมัยไมโอซีน (Miocene) ซึ่งพบซากดึกดำบรรพ์ทั้งในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา ซึ่งทั้งสองชนิดจะมีแผ่นเยื่อบาง ๆ กั้นระหว่างกล่องหูเป็น 2 ส่วน ปัจจุบันสัตว์คล้ายเสือที่อยู่ในกลุ่มซูดีลูรัส ได้วิวัฒนาการมาเป็นเสือสกุลแพนเทอรา (Panthera) เช่น เสือโคร่ง และอย่างน้อยครั้งหนึ่งในอดีต สัตว์ในกลุ่มนี้ได้วิวัฒนาการรูปร่างและขนาดให้เล็กลง จนกระทั่งกลายมาเป็นเสือที่มีขนาดเล็กหลายชนิดหรือแมวในสกุล ฟิลิส (Felis) เช่น แมวดาว แมวป่า เป็นต้น[9] สปีชีส์[แก้] เสือแบ่งเป็นหลายชนิด ได้แก่ วงศ์ Felidae สกุล Panthera เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน, Panthera tigris (ทวีปเอเชีย) โดยทั่วไปถ้าเอ่ยถึง เสือ เพียงคำเดียว มักหมายถึงเสือชนิดนี้ สิงโต, Panthera leo (ทวีปแอฟริกา, อุทยานแห่งชาติป่ากีร์ในประเทศอินเดีย; สูญพันธุ์ไปจากยุโรปตะวันออกเฉียงใต้, ตะวันออกกลาง, ทวีปเอเชียส่วนมาก, และทวีปอเมริกาเหนือซึ่งเป็นพิสัยการกระจายพันธุ์ในอดีต) เสือจากัวร์, Panthera onca (ทวีปอเมริกา; จากตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาและประเทศเม็กซิโกถึงตอนเหนือของประเทศอาร์เจนตินา) เสือดาว หรือ เสือดำ, Panthera pardus (ทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา) สกุล Acinonyx เสือชีตาห์, Acinonyx jubatus (ทวีปแอฟริกาและประเทศอิหร่าน; สูญพันธุ์ไปจากประเทศอินเดียซึ่งเป็นพิสัยการกระจายพันธุ์ในอดีต) สกุล Puma เสือพูม่า, Puma concolor (ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้) สกุล Uncia เสือดาวหิมะ, Uncia uncia (เทือกเขาในเอเชียกลางและเอเชียใต้) สกุล Neofelis เสือลายเมฆบอร์เนียว, Neofelis diardi (เกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา) เสือลายเมฆ, Neofelis nebulosa (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้) ลักษณะทางกายวิภาค[แก้] เสือมีต้นตระกูลและบรรพบุรุษที่มีลักษณะคล้ายชะมด เมื่อประมาณ 39 ล้านปีก่อน วิวัฒนาการจากดึกดำบรรพ์จนกลายมาเป็นเสือในปัจจุบัน ซึ่งลักษณะโครงสร้างของร่างกายและลายขน ช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการล่าเหยื่อ สัตว์ในตระกูลเสืออาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วทุกแห่งในโลก ยกเว้นในเขตแอนตาร์กติกา หมู่เกาะออสเตรเลีย หมู่เกาะอินดิสตะวันตก เกาะมาดากัสการ์และหมู่เกาะบางแห่งในคาบมหาสมุทร สัตว์ในกลุ่มเสือและแมวปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ ฟิลิดี (Felidae) จำแนกออกเป็น 4 สกุลหลักๆ คือ แพนเทอรา (Panthera) ฟีลีส (Felis) นีโอฟีลีส (Neofelis) อาซินโอนิกซ์ (Acinonyx) เสือในสกุล แพนเทอรา เป็นเสือขนาดใหญ่ที่สามารถส่งเสียงคำรามได้ เพราะมีเส้นเอ็นหรือสายเสียงพิเศษเฉพาะ เสือในสกุลนี้ได้แก่ สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว และเสือจากัวร์ และบางครั้งยังรวมถึงเสือดาวหิมะ และ เสือพูม่า (puma) [10] แต่สำหรับเสือดาวหิมะ ซึ่งเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่แต่ไม่สามารถคำรามได้ ซึ่งสามารถจัดแบ่งสกุลของเสือดาวหิมะไว้ในสกุล อันเซีย (Uncia) เสือในสกุลแพนเทอราเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ เหยื่อของเสือสกุลนี้จึงเป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่เช่นกัน แต่ในบางครั้งก็กินซากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก นก หรือแม้แต่แมลง แมวในสกุลฟีลีส เป็นสัตว์ในกลุ่มเสือและแมวขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเสือทุกสกุล เสือในสกุลนี้ไม่สามารถคำรามได้เช่นเดียวกับเสือดาวหิมะ แต่สามารถส่งเสียงขู่ได้ เช่น แมวดาว แมวป่า หรือ เสือไฟ เสือในสกุลนีโอฟีลีส เป็นเสือขนาดกลางและไม่สามารถคำรามได้เช่นเดียวกับแมวสกุลฟีลีส มี 2 ชนิดคือ เสือลายเมฆและเสือลายเมฆบอร์เนียว เสือในสกุลอาซินโอนิกซ์ เป็นเสือที่มีเพียงชนิดเดียวคือ เสือชีต้า ซึ่งเป็นสัตว์บกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เสือเป็นสัตว์ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง มีหัวที่ค่อนข้างกลม รูปร่างและร่างกายปราดเปรียวคล่องแคล่วว่องไว สามารถย่อง วิ่งไล่หรือจู่โจมเข้าหาเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว ใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างจับเหยื่อ เท้าหลังมี 4 นิ้ว เท้าหน้ามี 5 นิ้ว มีหัวแม่เท้าเล็กและอยู่สูงกว่านิ้วอื่น ๆ เสือทุกชนิดจะมีลักษณะรวมกันที่ทำให้ถูกจัดไว้ในกลุ่มของเสือแต่ก็แตกต่างจนทำให้ต้องจำแนกออกเป็นหลายชนิด โดยดูจากลักษณะของกะโหลก สีขน ขนาดและรูปร่างของเสือ สัดส่วนของขาทั้งสีรวมไปถึงหาง ซึ่งลักษณะที่มีร่วมกันทั้งหมดสามารถที่จะอธิบายถึงลักษณะทางกายภาพเฉพาะของเสือในแต่ละชนิด ทำให้สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมได้ ซึ่งลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของเสือ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้[4] กะโหลก[แก้] เสือเป็นสัตว์ที่มีใบหน้าสั้นเนื่องจากลักษณะของกะโหลกซึ่งอยู่ภายใน แต่กะโหลกของเสือในแต่ละชนิดไม่เหมือนกันจะมีความแตกต่างกันตามแต่ละชนิดของเสือเช่นกะโหลกของเสือโคร่งซึ่งเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ เสือชีต้าซึ่งเป็นเสือที่มีขนาดกลางและแมวดาวหรือแมวป่าซึ่งเป็นเสือที่มีขนาดเล็กหรือแมวในสกุลฟีลีสชนิดหนึ่ง กะโหลกเสือโคร่งจะมีลักษณะที่ค่อนข้างยาว กะโหลกเสือชีต้าจะมีลักษณะค่อนข้างสูง นอกจากนี้กะโหลกเสือโคร่ง เมื่อนำมาเทียบส่วนกับสมองภายในแล้วจะใหญ่กว่ามาก ในขณะที่เสือขนาดเล็กจะไม่มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก ความแตกต่างของกะโหลกเสือที่มีขนาดใหญ่และกะโหลกเสือที่มีขนาดเล็ก เป็นผลมาจากการวิวัฒนาการของขนาดร่างกาย เพราะในช่วงที่เสือวิวัฒนาการร่างกายให้ใหญ่ขึ้น ส่วนสมองกลับไม่ได้เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นในอัตราเดียวกันกับขนาดของร่างกาย เพราะฉะนั้นสัดส่วนของสมองต่อกะโหลกของเสือที่มีขนาดใหญ่ จะเล็กกว่าเสือที่มีขนาดเล็ก ทั้งนี้รวมทั้งขนาดของขนาดเบ้าตาต่อกะโหลก เสือที่มีขนาดใหญ่ก็มีขนาดที่เล็กกว่าเสือขนาดเล็กด้วย เพราะลูกนัยน์ตาของเสือไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นตามขนาดของร่างกายเช่นเดียวกับสมอง สำหรับกะโหลกเสือโคร่งที่มีลักษณะค่อนข้างยาวมีสาเหตุมาจากเมื่อร่างกายของเสือมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าโดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณกรามต้องการพื้นที่ยึดเกาะมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านบนและด้านหลังของกะโหลกจึงต้องยืดขยายออกมารองรับ ทำให้กะโหลกเสือที่มีขนาดใหญ่มีสัดส่วนที่ยาวกว่ากะโหลกของเสือที่มีขนาดเล็ก ส่วนเสือชีต้ามีกะโหลกที่สูงแตกต่างจากเสือทั้งสองประเภท เนื่องจากจะมีช่องโพรงจมูกที่มีขนาดใหญ่และลึกกว่าเข้าไปภายในกะโหลก ซึ่งถ้าพิจารณาจากบริเวณด้านหน้าจะเห็นว่าระยะห่างของเบ้าตากับฟันบนจะห่างกันมากกว่าเสือชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเสือชีต้าเป็นสัตว์ที่วิ่งไล่จับเหยื่อด้วยความเร็วสูง ช่องโพรงจมูกที่มีขนาดใหญ่นี้จึงช่วยให้การหายใจของเสือชีต้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมอง[แก้] สมองคืออวัยวะส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของสัตว์มีชีวิตทุกประเภท เพราะสมองคือศูนย์รวบรวมของระบบประสาทต่าง ๆ เช่นการสัมผัส การรับรู้ การเคลื่อนไหวหรือการสั่งการ ทุกอย่างจะต้องผ่านสมองแทบทั้งสิ้น ซึ่งสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ จำนวนมาก บริเวณสมองชั้นนอกหรือที่เรียกว่า คอร์เทกซ์ (Cortex) จะทำหน้าที่ประมวลข้อมูลต่าง ๆ จากระบบประสาทโดยทำการแบ่งแยกพื้นที่สำหรับแต่ละระบบออกเป็นส่วน ๆ เช่นพื้นที่บริเวณสมองชั้นนอกจะทำหน้าที่จัดการกับระบบประสาทการเคลื่อนไหว ผิวสมองบริเวณด้านนอกไม่เรียบ แต่เป็นร่องหยักเป็นคลื่น ซึ่งจำนวนของร่องหยักนี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถของระบบประสาทในส่วนนั้น ระบบประสาทในส่วนใดที่มีความสามารถมากก็ย่อมที่จะมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก ทำให้สมองในส่วนนี้มีรอยหยักมากยิ่งขึ้น ถ้าส่วนใดที่มีความสามารถน้อยก็ต้องการรอยหยักของสมองน้อย เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรสำหรับสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วย่อมที่จะไม่มีสมองเหลือไว้ให้ศึกษา แต่ผิวด้านในกะโหลกของสัตว์กินเนื้อจะคงร่องและรอยหยักทุกอย่างเหมือนสมองชั้นนอก ทำให้นักโบราณชีววิทยา ศึกษาดูการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของสมองภายในระบบประสาทจากซากดึกดำบรรพ์ได้ เหมือนกับตัวอย่างที่ยังคงมีชีวิตอยู่ สำหรับการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในกลุ่มเสือพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในยุคแรก ๆ ของสมองของเสือในกลุ่มนิมราวิดีและฟิลิดี คือระบบประสาทการดมกลิ่นลดพื้นที่ลง จากหลักฐานตรงส่วนนี้สอดคล้องกับสัดส่วนบริเวณหน้าที่หดสั้นเข้า ซึ่งแสดงว่าสัตว์ในกลุ่มเสือนั้นมีความสามารถในการดมกลิ่นได้ไม่ดีเท่าสัตว์กินเนื้อกลุ่มอื่น เช่น หมาป่าและหมาจิ้งจอก การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ยังคงเหลือในปัจจุบันในสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายเสือในกลุ่มฟิลิดี คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ล้านปีก่อน คือสมองของเสือที่มีขนาดใหญ่ได้ขยายพื้นที่ส่วนที่ทำการควบคุมการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เสือมีประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวร่างกายดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย เช่นสมองส่วนที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับระบบประสาทการได้ยินก็จะมีพื้นที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น นัยน์ตาเสือ[แก้] นัยน์ตาเสือ เสือเป็นสัตว์ที่มีระบบประสาทสัมผัสที่ดีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะระบบประสาทในด้านการมองเห็น เสือเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการในหลาย ๆ ด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าเหยื่อ ลูกนัยน์ตาของเสือมีเซลล์ที่สามารถรับภาพที่มีความสำคัญต่อการมองเห็น 2 ชนิด คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod Cell) และ เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) เซลล์รูปแท่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อแสงมาก ทำหน้าที่รับภาพที่มีแสงสว่างน้อย ๆ เช่น การมองเห็นของเสือในเวลากลางคืน หรือการมองเห็นความเคลื่อนไหวของเหยื่อ ส่วนเซลล์รูปกรวยจะทำหน้าที่รับภาพที่มีแสงมาก เช่น การมองเห็นของเสือในเวลากลางวัน รวมทั้งการมองเห็นภาพที่เป็นสี ซึ่งเซลล์รูปกรวยจะให้รายละเอียดของวัตถุที่อยู่นิ่งกับที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่เสือสามารถมองเห็นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน มีสาเหตุมาจากการที่เสือสามารถขยายรูม่านตาและแก้วตาได้กว้างเมื่อเทียบกับขนาดของจอรับภาพ โดยปกติแล้วรูม่านตาของเสือจะมีลักษณะกลม แต่เมื่อเสือต้องอยู่ในที่ที่มีแสงจ้า เสือในสกุลแพนเทอราจะหดรูม่านตาให้เป็นรูปวงกลม ในขณะที่แมวในสกุลฟิลิสจะหดรูม่านตาให้เป็นรูปวงรี เพราะเซลล์รูปแท่งมีจำนวนมากกว่าเซลล์รูปกรวยซึ่งตรงกันข้ามกับสัตว์ที่หากินในเวลากลางวันซึ่งจะมีเซลล์รูปกรวยมากกว่าเซลล์รูปแท่ง เสือสามารถมองเห็นภาพเป็นมิติได้เช่นเดียวกับมนุษย์หรือลิง ซึ่งลักษณะพิเศษอีกอย่างที่ช่วยให้การมองเห็นของเสือคือ ตำแหน่งของดวงตา ในบรรดาสัตว์กินเนื้อด้วยกันทั้งหมด เสือมีตำแหน่งของดวงตาที่คล้ายกับมนุษย์มากที่สุด โดยดวงตาทั้งคู่จะตั้งอยู่บนใบหน้าที่สั้น ภาพจากดวงตาแต่ละข้างของเสือจะเหลื่อมซ้อนทับกันพอดีเป็นพื้นที่กว้าง ทำให้เสือสามารถมองเห็นภาพเป็นมิติและสามารถกำหนดระยะวัตถุได้อย่างแม่นยำ คุณสมบัตินี้มีความจำเป็นมากสำหรับสัตว์กินเนื้อเช่นเสือ นัยน์ตาทั้งคู่ที่ตั้งอยู่ชิดกันบนบริเวณใบหน้า จะแตกต่างจากสัตว์กินพืชที่มีนัยน์ตาทั้งคู่อยู่ในบริเวณด้านข้างของลำตัว เพื่อการมองเห็นที่รอบตัวและเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์กินเนื้อ จอรับภาพของเสือสามารถตอบสนองต่อแสงได้มากขึ้นโดยอาศัยฉากสะท้อนแสงจากด้านหลังของ จอตา (Retina) มีชื่อว่า เทปมัม (Tepetum) ซึ่งโดยปกติแล้วแสงที่เข้าสู่นัยน์ตาบางส่วนจะผ่านจอรับภาพไป โดยที่ไม่ถูกเซลล์รับภาพรับรู้หรือดูดกลืนเก็บเอาไว้ เทปมัมจะช่วยสะท้อนแสงส่วนนี้กลับมาเพื่อให้โอกาสแก่เซลล์รับภาพอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรแสงบางส่วนเมื่อสะท้อนฉากเทปมัมแล้วก็ยังไม่ถูกจอภาพรับภาพ ดูดกลืนเก็บเอาไว้และจะเดินทางกลับออกมาทาง รูม่านตา (Pupil) ด้วยเหตุนี้เมื่อแสงไฟไปกระทบโดนตาเสือในเวลากลางคืน จึงเห็นนัยน์ตาเสือสะท้อนแสงไฟเป็นดวง ซึ่งแสงที่สะท้อนในนัยน์ตาเสือก็คือแสงไฟที่เข้าไปสะท้อนกับเทปมัมแล้วกลับออกมานั่นเอง นัยน์ตาของเสือจะสะท้อนแสงเหมือนมีกระจกอยู่ด้านใน เพราะมีฉากสะท้อนแสงที่หลังจอรับภาพ ทำให้สามารถรับแสงได้มากกว่าปกติ ช่วยในการมองเห็นในเวลากลางคืน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ซึ่งรวมทั้งเสือและมนุษย์จะมีรูม่านตาเป็นรูปวงกลม เวลาเสือหรี่ตาหรือหดรูม่านตาให้เล็กลงก็จะยังคงรูปวงกลมเอาไว้ แต่สำหรับแมวในสกุลฟิลิส ซึ่งบางครั้งคนไทยเรียกเป็นเสือขนาดเล็ก เช่น แมวป่า แมวลายหินอ่อน ฯลฯ รวมทั้งแมวบ้าน จะมีกล้ามเนื้อม่านตาที่สามารถบังคับการหดขยายรูม่านตาแตกต่างกันออกไป คือจะหดรูม่านตาเป็นรูปวงรีในแนวตั้ง เรียกว่า รูม่านตาแบบสลิต (Slit Pupil) รูม่านตาจะหดได้แคบกว่าในรูปแบบวงกลม ทำให้แสงสามารถผ่านเข้าสู่ตาได้น้อยกว่า เสือที่มีขนาดเล็กและสัตว์หากินในเวลากลางคืนจึงจำเป็นต้องมีรูม่านตาแบบสลิต เพื่อเป็นการป้องกันแสงจ้าในช่วงเวลากลางวัน ไม่ให้เข้าไปทำลายจอรับภาพซึ่งมีความไวต่อแสง ส่วนเสือที่มีขนาดใหญ่มักออกหากินทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จึงไม่จำเป็นต้องมีรูม่านตาแบบสลิต เสียงคำราม[แก้] การคำรามของเสือ เสียงคำรามของเสือนั้นจะดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งสัตว์อื่นไม่สามารถทำได้ แต่เสือไม่สามารถคำรามได้ทุกชนิด มีเสือที่มีขนาดใหญ่เพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่สามารถคำรามได้ คือ สิงโต เสือโคร่ง เสือจากัวร์ เสือดาว เพราะเสือจะมีโครงสร้างกระดูกบริเวณกล่องเสียงซึ่งเรียกว่า กลุ่มกระดูกลิ้น (Hyoid) [11] แตกต่างจากเสือในชนิดอื่น ๆ ซึ่งเสือทั้ง 4 ชนิดนี้จัดอยู่ในสกุลแพนเทอรา (Pahthera) มีเสือดาวหิมะเป็นเสือเพียงชนิดเดียวในสกุลแพนเทอราที่ไม่สามารถคำรามได้[12][13] รวมถึงเสือขนาดกลาง เสือขนาดเล็ก และแมวบ้านด้วยที่ไม่สามารถคำรามได้ วิวัฒนาการของกระดูกลิ้นของเสือนั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกเหงือกในสัตว์คล้ายปลาในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนหนึ่งของกระดูกเหงือกนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะดั้งเดิมและกลายมาเป็นกระดูกลิ้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในปัจจุบัน สำหรับกลุ่มกระดูกของเสือ ประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้นต่อกันเป็นสายคล้อง มีลักษณะคล้ายกับรูปตัว H ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมหลอดลมและกล่องเสียงไว้ด้วยกล้ามเนื้อ รวมทั้งมีหน้าที่ในการช่วยเหลือการทำงานของลิ้น และกล้ามเนื้อบริเวณลิ้นอีกด้วย โดยทั่วไปกลุ่มกระดูก ลิ้นของเสือที่ไม่สามารถคำรามได้ ประกอบด้วยสายกระดูกขนานกัน 2 สาย ในแต่ละสายจะมีกระดูก 5 ชิ้นเรียงต่อกันคือ ทิมพาโนฮายอัล (Tympanohyal) สตายโลฮายอัล (Stylohyal) อิพิฮายอัล (Epihal) ซีราโตฮายอัล (Ceratohyal) ทายโรฮายอัล (Thyrohyal) สายกระดูกทั้ง 2 จะเชื่อมต่อกันในบริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกซีราโตฮายอัลกับกระดูกทายโรฮายอัล โดยกระดูกชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า แกนกระดูกไฮออยด์ (Body of Hyoid) ซึ่งสำหรับเสือขนาดใหญ่ที่สามารถคำรามได้ เช่นสิงโต กลุ่มกระดูก ลิ้น จะมีลักษณะคล้ายกับของเสือที่ไม่สามารถคำรามได้ แต่จะมีเส้นเอ็นยาว ๆ เข้ามาแทนที่กระดูกอิพิฮายอัล ขณะที่กระดูกชิ้นต่อมาคือ ซีราโตฮายอัลและแกนกระดูกฮาออย จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเมื่อนำมาเทียบกับกระดูกทิมพาโนฮายอัลและสตายโลฮายอัล ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยค้ำจุนกล่องเสียงที่มีขนาดใหญ่มากนั่นเอง ในปี พ.ศ. 2377 ริชาร์ด โอเวน นักโบราณชีววิทยารายงานว่าสิงโตมีเส้นเอ็นที่ยาวถึง 6 นิ้วและสามารถยืดออกไปได้ถึง 8 - 9 นิ้ว ส่วนกล่องเสียงจะอยู่ลึกลงไปในบริเวณลำคอมากยิ่งขึ้น เพดานด้านบนและลิ้นก็จะยาวขึ้นเพื่อให้ช่องหายใจยาวและใหญ่ขึ้น โครงสร้างเหล่านี้จะทำให้สิงโตสามารถที่จะเปล่งเสียงคำรามดังกังวาน แต่สำหรับเสือที่มีขนาดใหญ่ที่สามารถคำรามได้เช่นกัน ได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว และ เสือจากัวร์ ก็จะพบเส้นเอ็นพิเศษทำหน้าที่เหมือนสายเสียงนี้เช่นกัน ซึ่งสำหรับเสือจากัวร์จะมีกลุ่มกระดูกลิ้นที่แตกต่างจากเสือที่สามารถคำรามได้ชนิดอื่น ๆ เล็กน้อย คือยังคงมีกระดูกอิพิฮายอัลและมีเส้นเอ็นสายเสียงอยู่ระหว่างกระดูกอิพิฮายอัลกับกระดูกซีราโตฮายอัลด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนได้ให้ความเห็นว่าเสือจากัวร์นั้น อาจจะมีวิวัฒนาการต่ำที่สุดในบรรดากลุ่มเสือที่สามารถคำรามได้ทั้ง 4 ชนิด เพราะเส้นเอ็นสายเสียงยังไม่ได้แทนที่กระดูกอิพิฮายอัลจนหมด สิงโต เสือโคร่ง และ เสือดาวบางตัวมีปุ่มกระดูกตรงบริเวณปลายเส้นเอ็น ซึ่งอาจจะเป็นกระดูกอิพิฮายอัลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ยังพบว่าสิงโตตัวหนึ่งมีกระดูกสตายโลฮายอัลข้างหนึ่ง เป็นกระดูกชิ้นเดียวกันในลักษณะที่เหมือนปกติของสิงโต เสือโคร่ง และ เสือดาวทั่วไป แต่กระดูกสตาลโลฮายอัลอีกข้างหนึ่งนั้น กลับเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากกระดูก 2 ชิ้นที่เชื่อมเข้าหากัน โดยกระดูกชิ้นที่ต่อเข้ากับเส้นเอ็น จะเล็กกว่ากระดูกชิ้นที่อยู่ใกล้กับใบหู ซึ่งตำแหน่งของกระดูกชิ้นเล็ก ๆ นี้ก็คือตำแหน่งเดิมของกระดูกอิพิฮายอัลนั่นเอง และจากการตรวจพบกระดูกอิพิฮายอัลในเสือที่สามารถคำรามได้ แสดงความแตกต่างระหว่างเสือจากัวร์และเสือชนิดอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งความแตกต่างของกระดูกภายในเสือตัวเดียวกันเองก็ตาม เป็นหลักฐานทางวิวัฒนาการของเส้นเอ็นสายเสียง ซึ่งเข้ามาแทนที่กระดูกอิพิฮายอัลและทำให้เสือที่มีขนาดใหญ่ทั้ง 4 ชนิดสามารถคำรามได้ แต่สำหรับแมวบ้านหรือเสือที่มีขนาดเล็กชนิดอื่น ๆ แม้ว่าจะส่งเสียงคำรามเช่นเดียวกันกับเสือที่มีขนาดใหญ่ทั้ง 4 ชนิด แต่มันสามารถที่จะส่งเสียงขู่ (Purr) การส่งเสียงขู่คำรามของสิงโต เสือโคร่ง และ เสือดาวรวมทั้งเสือชีต้าด้วยนั้น โดยทั่วไปแล้วแมวบ้านจะทำเสียงขู่ได้ทั้งที่ขณะมันหายใจเข้าและออก และมักจะทำบ่อย ๆ ซึ่งแตกต่างกับเสียงขู่ของสิงโตที่เกิดจากการหายใจออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำเป็นปกติ จากการสำรวจพบว่าเสือดาวหิมะนั้น สามารถส่งเสียงขู่ได้เหมือนกับแมวบ้าน แต่มันเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถคำรามได้เช่นเดียวกับสิงโต เสือโคร่งและเสือดาว ซึ่งเสือที่มีขนาดใหญ่ 7 ชนิดได้แก่สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว เสือดาวหิมะ เสือจากัวร์ สิงโตภูเขา (Puma) และเสือลายเมฆ พบว่ามีเพียงสิงโตภูเขาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งเสียงขู่ได้เหมือนกับแมวบ้าน ขนและลาย[แก้] ขนและลายของเสือจากัวร์ ขนและลายของเสือโคร่ง เสือเป็นสัตว์ที่มีขนปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย และลายของเสือนับว่ามีรูปแบบที่สวยงามโดดเด่นกว่าลายของสัตว์ชนิดอื่น ความสวยงามของลายเสือเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้มนุษย์ออกล่าเพื่อเอาหนังมาทำเป็นเครื่องประดับบ้านหรือเครื่องนุ่งห่ม เช่นหนังของเสือโคร่ง เสือดาว เป็นที่น่าสงสัยว่าเสือแต่ละชนิดนั้นมีลายขนที่แตกต่างกัน เช่น ลายดอก ลายจุด ลายทางยาวหรือสีขนที่เรียบ ๆ ไม่มีลวดลาย เนื่องจากลายของเสือนั้นเกิดจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่เสืออาศัย เพราะเสือจะใช้ลายและสีขนเพื่อปกปิดตัวจากศัตรูหรือใช้สำหรับพรางตัวในการออกล่าเหยื่อ เช่น สิงโต จะมีขนสีน้ำตาลปนเหลืองที่กลมกลืนกับทุ่งหญ้าในแอฟริกา เสือไฟหรือแมวป่าที่ออกล่าเหยื่อในบริเวณทุ่งหญ้าเตี้ย ๆ จึงไม่มีลายไว้สำหรับพรางตัว เสือโคร่งที่มีลายขวางบริเวณลำตัวจะช่วยซ่อนตัวของมันไว้อย่างมิดชิดในบริเวณป่าและต้นไม้หรือพงหญ้า เสือจากัวร์ เสือดาวและเสือลายเมฆจะใช้ลายดอกดวงบริเวณลำตัวพรางตัวในแดดใต้ร่มเงาของต้นไม้ ซึ่งใช้สำหรับพักผ่อนหรือดักคอยเหยื่อ ลายเสือเกิดจากการประกอบขึ้นของสีความเข้มของสีและรูปแบบของลายในแต่ละชนิดจะปรากฏบนขนแต่ละเส้นบริเวณลำตัว ถึงแม้ว่าลักษณะลายและขนโดยรวมของเสือแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกัน แต่จะมีลักษณะปลีกย่อยที่คล้ายกันบ้างเช่น เสือที่มีขนาดใหญ่มักจะมีหย่อมขนหรือแถบขนสีขาวปรากฏ ณ ตำแหน่งที่น่าสนใจบางแห่งในร่างกาย เช่น เสือโคร่งนั้นจะมีหย่อมขนสีขาวตรงบริเวณหลังใบหู ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในที่ที่มีแสงน้อย ซึ่งลูกเสือโคร่งจะใช้หย่อมขนสีขาวนี้ติดตามแม่เสือไปยังที่ต่าง ๆ เสือดาวและเสือดาวหิมะจะมีแถบขนสีขาวที่บริเวณใต้หาง ส่วนเสือชีต้าจะมีกระจุกขนสีขาวหรือวงแหวนสีดำสลับสีขาวที่บริเวณส่วนปลายของหาง ซึ่งเสือทั้ง 3 ชนิดนี้จะมักจะยกบริเวณปลายส่วนหางหรือม้วนปลายหางในขณะเดิน เพื่อให้ขนสีขาวที่บริเวณปลายหางจะเป็นจุดสังเกตสำหรับลูกเสือตัวเล็ก ๆ ที่เดินตามหลังแม่เสือ กรงเล็บ[แก้] อุ้งเท้าของเสือในขณะซ่อนเล็บ เสือเป็นสัตว์ที่สามารถหดและกางกรงเล็บได้ โดยใช้หลักการทำงานร่วมกันของอวัยวะหลายส่วน ซึ่งจะมีเส้นเอ็นที่มีลักษณะพิเศษทำหน้าที่ควบคุมการหดและกางเล็บซึ่งจะต้องรักษาสภาพสมดุลและความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งกล้ามเนื้อซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันเป็นปลอกหุ้มเล็บไว้ภายใน กลไกโดยทั่วไปคือเสือจะใช้กล้ามเนื้อบริเวณขาหน้า ทำหน้าที่บังคับดึงหรือคลายเส้นเอ็น ซึ่งจะยึดกระดูกเท้าทุก ๆ นิ้วให้หดหรือกางเล็บตามต้องการ กลุ่มของเส้นเอ็นนี้จะถูกหุ้มด้วยหนังพังผืดแผ่นหนึ่งตรงบริเวณข้อเท้า ทำให้เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้หดตัวดึงเส้นเอ็น เส้นเอ็นจะเคลื่อนไหวได้โดยไม่เลื่อนหลุดออกจากข้อเท้า อุ้งเท้าของเสือในเวลาปกติจะหดเล็บไว้ในปลอกเนื้อ ซึ่งจะติดอยู่กับกระดูกนิ้วชิ้นปลาย (กระดูกนิ้วของเสือมี 3 ชิ้น คือ ชิ้นปลายซึ่งจะมีเล็บติดอยู่ ชิ้นกลางและชิ้นโคน) ในสภาพเช่นนี้กล้ามเนื้อจะไม่ได้หดตัวจึงไม่มีเส้นเอ็นใดถูกดึง แต่แผ่นพังผืดที่หุ้มเอ็นตรงบริเวณข้อเท้าจะเหนี่ยวรั้งเอ็นเอาไว้ ทำให้กระดูกนิ้วชิ้นปลายเลื่อนมาอยู่ที่ข้างกระดูกนิ้วชิ้นกลาง และเล็บที่ปลายนิ้วก็จะเข้ามาซ่อนอยู่ใบริเวณปลอกเนื้อ ซึ่งการที่เสือหดเล็บนี้ รอยเท้าของเสือจึงไม่ปรากฏรอยเล็บให้เห็นบนดินเวลามันเดิน ส่วนรอยเท้าเสือก็คือรอยของอุ้งนิ้วซึ่งจะรองรับข้อต่อของกระดูกระหว่างกระดูกชิ้นปลายและกระดูกชิ้นกลาง เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวจะดึงเอาเส้นเอ็นบนและล่างของกระดูก ทำให้ข้อต่อระหว่างกระดูกชิ้นต่าง ๆ เคลื่อนไหวและจะกางเล็บออกพร้อมใช้งาน ซึ่งก็คือการหดตัวของกล้ามเนื้อ เอกซ์เทนเซอร์ (Extensor) จะดึงกระดูกนิ้วชิ้นกลางโดยผ่านทางเส้นเอ็นบน ทำให้นิ้วเท้าของเสือเหยียดออกแต่เล็บจะยังคงไม่กาง เพราะเส้นเอ็นด้านบนนี้ไม่ได้ดึงเอากระดูกนิ้วชิ้นปลายโดยตรง ซึ่งหน้าที่ที่จะทำให้เล็บของเสือกางออกนั้นต้องอาศัยกล้ามเนื้อเฟล็กซอ (Flexo) หดตัวดีงเอาเส้นเอ็นส่วนล่างทำให้กระดูกนิ้วชิ้นปลายดีดตัวออกมา ผลลัพธ์สุดท้ายของกลไกลนี้ก็คือกรงเล็บที่กางออกมาจากปลอกเนื้อบริเวณอุ้งเท้าของเสือ จะกางออกเต็มที่พร้อมตะปบเหยื่อในการล่า หาง[แก้] เสือดาวจะมีหางใหญ่และยาวเพื่อใช้ถ่วงน้ำหนักตัวเวลาปีนต้นไม้ สัตว์ในกลุ่มเสือแต่ละชนิดแต่ละสกุลจะมีหางที่ยาวไม่เท่ากัน สัตว์ในกลุ่มเสือและแมวที่มีหางยาวและใหญ่แสดงว่าชอบหากินหรือพักผ่อนบนต้นไม้ เช่นเสือดาว เสือลายเมฆ แมวลายหินอ่อน แมวดาวเป็นต้น เสือเหล่านี้จะมีลักษณะหางที่ยาวและใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว ซึ่งหางที่ยาวและใหญ่นี้จะช่วยถ่วงน้ำหนักและเลี้ยงตัวขณะที่มันไต่ไปตามกิ่งไม้ สัตว์ในกลุ่มเสือที่มีหางสั้นและเล็กแสดงว่าชอบหากินบนพื้นดินเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีความจำเป็นหรือเหตุจวนตัวก็จะไม่ไต่ขึ้นไปบนต้นไม้เช่น เสือปลา แมวป่าหัวแบน เป็นต้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่างเสือโคร่งและเสือดาวจะพบว่าเสือดาวมีหางที่ยาวและใหญ่กว่าเสือโคร่งมาก ซึ่งแสดงว่าเสือดาวชอบปีนป่ายต้นไม้และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้มากกว่าเสือโคร่ง แม้เสือดาวอาจจะกระโดดได้ไม่สูงเท่ากับเสือโคร่งแต่มันก็ปีนต้นไม้เก่งเหมือนกับแมวเพราะใช้หางที่ยาวและใหญ่ช่วยในการเลี้ยงลำตัวไม่ให้พลาดตกลงมาจากต้นไม้ เขี้ยวและฟัน[แก้] เขี้ยวของเสือ เสือมีเขี้ยวและฟันอันแหลมคมเป็นอาวุธในการสังหารเหยื่อ โดยปกติแล้วฟันของเสือประกอบไปด้วยฟันตัดหรือฟันหน้า เขี้ยว ฟันกรามหน้า และฟันกราม ลักษณะของฟันหน้าจะเล็กและตั้งตรง ไม่มีหน้าที่ใดพิเศษในการใช้งาน เขี้ยวจะมีลักษณะที่แหลมยาวและโค้งเล็กน้อยทำหน้าที่สำหรับกัดสังหารเหยื่อและไว้จับชิ้นเนื้อไม่ให้หลุดออกจากปาก ส่วนฟันกรามทั้งหมดมีลักษณะที่แหลมคมเหมือนกับใบมีดทำหน้าที่สำหรับตัดชิ้นเนื้อ เสือมีโครงสร้างของฟันโดยแบ่งออกเป็นฟันน้ำนม 24 ซี่และจะผลัดเปลี่ยนเป็นฟันแท้ทั้งหมดเมื่อเสืออายุย่างเข้า 5 เดือน โดยจะมีฟันหน้าซ้ายขวาอย่างละ 3 ซี่ เขี้ยวด้านซ้ายและขวาอย่างละ 1 ซึ่ ฟันกรามด้านหน้าข้างซ้าย 2 - 3 ซี่ ฟันกรามด้านหน้าขวา 2 ซี่ ฟันกรามซ้ายขวาข้างละ 1 ซี่ เมื่อรวมจำนวนฟันบนและล่างทั้งหมดแล้ว เสือมีฟันทั้งหมด 28 ซี่หรือ 30 ซี่ โครงสร้างฟันของเสือถูกพัฒนามาให้เหมาะกับลักษณะการกินอาหารของสัตว์กินเนื้อ โดยจะเน้นที่การจับและตัดชิ้นเนื้อของอาหารมากกว่าบดเคี้ยว สัตว์กินเนื้อมีโครงสร้างของฟันที่แตกต่างกันเนื่องจากการใช้งานของฟันที่แตกต่างกัน เช่น ฟันกรามของสุนัขจิ้งจอกมีหน้าตัดที่กว้างเพื่อใช้บดเคี้ยวกระดูกหรือพืช รวมทั้งยังใช้ตัดชิ้นเนื้อได้เช่นเดียวกับสัตว์กินเนื้อในกลุ่มอื่น ๆ แต่สำหรับเสือจะมีแต่ฟันกรามแหลมคมไว้สำหรับตัดชิ้นเนื้อ ไม่มีฟันกรามไว้สำหรับบดเคี้ยว หมาจิ้งจอกและหมาป่ามีฟันกรามมากกว่าฟันของเสือจึงจำเป็นต้องมีลักษณะใบหน้าที่ยื่นออกมารองรับ แสดงให้เห็นว่าสัตว์จำพวกสุนัขมักจะกัดและจับเหยื่อด้วยกราม ในขณะที่เสือใช้เท้าช่วยจับเหยื่อด้วย เสือมีหน้าสั้นกว่าสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น ๆ เพราะจำนวนฟันของเสือน้อยกว่าแต่ก็เป็นข้อได้เปรียบทำให้เสือเพิ่มแรงกดที่เขี้ยวได้มากยิ่งขึ้นเพราะเขี้ยวของเสือจะอยู่ใกล้กับจุดต่อของกราม รวมทั้งกรามก็ได้พัฒนาการให้แข็งแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การกัดได้อย่างรุนแรงและหนักหน่วงก็เพื่อฆ่าเหยื่อให้ตายเร็วขึ้นนั่นเอง เสือเป็นสัตว์กินเนื้อซึ่งจับสัตว์กินพืชเป็นอาหารมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ขนาดของเหยื่อมักจะมีน้ำหนักประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักของมัน เสือจะซุ่มย่องเข้าหาเหยื่อ วิ่งไล่ตะครุบและกัดเหยื่อด้วยเขี้ยวคมและฟันกรามอันแข็งแรง มักจะออกล่าเหยื่อตามลำพังโดยไม่มีการแบ่งปันอาหาร และจะล่าเหยื่อเมื่อมันหิวเท่านั้น เมื่ออิ่มเสือจะไม่ล่าเหยื่อจนกว่ามันจะเริ่มหิวอีกครั้งเท่านั้น การสืบสายพันธุ์[แก้] เสือจะอยู่ตามลำพังตัวเดียวยกเว้นฤดูผสมพันธุ์ เสือเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ภายในป่านอกจากในช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้นเสือจึงจะอยู่เป็นคู่[14][5][15] (ยกเว้นสิงโตเท่านั้นที่จะอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยมีสิงโตตัวผู้เป็นจ่าฝูง[16]) ในช่วงเวลาจับคู่เพื่อผสมพันธุ์กันนี้ เสือตัวเมียจะส่งเสียงร้องดังเป็นช่วง ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเสือตัวผู้ เสือจะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 2 - 8 ปี แต่เสือจะให้ลูกเสือที่แข็งแรงดีก็ต่อเมื่อเสือตัวเมียมีอายุมากขึ้น โดยปกติแล้วเสือตัวเมียเกือบทุกชนิดจะตกไข่หลายครั้งใน 1 ปี แต่มักจะให้กำเนิดลูกเสือเพียงครั้งเดียว ซึ่งเสือบางชนิดอาจให้กำเนิดลูกเสือ 2 ตัวได้ 2 ครั้งต่อ 1 ปี ขณะที่เสือที่มีขนาดใหญ่อาจให้ลูกเพียง 1 ครั้งในช่วงระยะเวลา 2 - 3 ปี ระยะเวลาตั้งครรภ์ของเสือและแมวอยู่ระหว่าง 55 - 119 วัน ขึ้นอยู่กับชนิด มักให้ลูกครอกหนึ่งตั้งแต่ 1 - 6 ตัว ลูกอ่อนของเสือจะมองไม่เห็นในช่วงระยะเวลา 7 - 10 วันแรกหลังจากคลอดและจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกเสือเกิดใหม่มักจะมีจุดอยู่ตามลำตัวและจะอยู่กับแม่เสือตลอดเวลา เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในธรรมชาติจนกว่าจะเจริญเติบโตแข็งแรง สามารถที่จะออกล่าเหยื่อได้ด้วยตนเอง จึงจะออกไปใช้ชีวิตหากินตามลำพังเช่นเดียวกับพ่อและแม่ของมัน[17] ความสามารถในการสืบสายพันธุ์นั้น สัตว์ชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ สัตว์ต่างสายพันธุ์จะไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้แม้ว่าจะอาศัยอยู่ร่วมกันก็ตาม ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในกระบวนการวิวัฒนาการ การจำกัดวงของการสืบพันธุ์ไม่ใช่กฎตายตัวของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีสายพันธุ์ใกล้ชิดกัน ลูกผสมของสิ่งมีชีวิตอาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ เช่นเสือขนาดใหญ่ในกรงเลี้ยงที่สามารถผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์สำเร็จได้แก่ การผสมสายพันธุ์ระหว่างเสือโคร่งกับสิงโต ลูกผสมระหว่างเสือโคร่งและสิงโตคือ เสือโต หรือ Tigon (Tiger+Lion) เกิดจากเสือโคร่งเพศผู้กับสิงโตเพศเมีย และ สิงโคร่ง หรือ Liger (Lion+Tiger) เกิดจากสิงโตเพศผู้กับเสือโคร่งเพศเมีย นอกจากนี้ยังสามารถที่จะผสมสิงโตกับเสือดาว เสือจากัวร์กับเสือดาว ได้อีกด้วย เสือโคร่งกับสิงโตจะให้ลูกผสมที่มีขนาดใหญ่กว่าเสือดาวและสิงโต มีขนสีน้ำตาลเหลืองแบบเดียวกับสิงโตแต่จะเข้มกว่ามาก และมีลายขวางลำตัวสีน้ำตาลเข้มแบบเดียวกับเสือโคร่งแต่ลายมักจะไม่ต่อเนื่อง บางแห่งอาจจะมีลายดอกที่แตกออกเป็นแฉก ๆ ส่วนลูกผสมระหว่างสิงโตกับเสือดาวจะเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับสิงโตและจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับสิงโตมากกว่าเสือดาว ลูกผสมตัวผู้จะมีขนที่แผงคอ หางฟูและมีลายขยุ้มตีนหมาตามลำตัวแบบเดียวกับเสือดาวอีกด้วย การผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์นั้นเกิดขึ้นได้ยากมากในธรรมชาติ เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะผสมพันธุ์เฉพาะในกลุ่มของตนเอง เพื่อสืบทอดลักษณะต่าง ๆ ต่อไปยังลูกหลาน ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันนั้นจะมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แต่การวิวัฒนาการก็ทำให้สัตว์แต่ละชนิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง จนทำให้ไม่สามารถผสมพันธุ์กับเครือญาติของมันได้ในธรรมชาติ ถิ่นอาศัยและการล่าเหยื่อ[แก้] เสือเป็นสัตว์ที่หวงถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมากเสือที่มีขนาดใหญ่เมื่อย้ายที่อยู่ชั่วคราวจะแผดเสียงร้องคำรามเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ชนิดอื่นหรือเสือด้วยกัน เข้าไปอาศัยในป่าหรือถ้ำเดิมของมัน ซึ่งเสือมักจะอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังเพียงตัวเดียว ออกหากินเฉพาะในอาณาเขตหรือถิ่นของมัน และจะคุ้มครองเขตแดนของตนไว้ หากมีการล้ำเขตแดนก็อาจจะเกิดการเผชิญหน้ากับจนถึงขั้นต่อสู้ เว้นเสียแต่ว่าเสือจ้าวถิ่นจะมีขนาดเล็กกว่า โดยปกติแล้วเสือจะพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้หรือการเผชิญหน้ากัน โดยจะใช้วิธีการสื่อสารให้เสือตัวอื่นรู้ว่าได้ล้ำเขตแดนของตนเข้ามาแล้ว เช่น ทิ้งรอยขูดหรือรอยข่วนตามต้นไม้หรือทางเดินในอาณาเขตของเสือแต่ละตัว[18] บางครั้งเสือจะปัสสาวะรดรอยเอาไว้เมื่อเสือตัวอื่นเห็นรอยและได้กลิ่นเสือเจ้าถิ่นที่ทำเอาไว้[19] มันจะรู้ว่าเป็นรอยเก่าหรือรอยใหม่ ถ้ายังเป็นรอยใหม่มันจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันและไปใช้พื้นที่อื่น การเผชิญหน้ากันระหว่างเสือจ้าวถิ่นและเสือตัวอื่นจึงไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก โดยปกติแล้วเสือเป็นสัตว์กินเนื้อไม่ใช่สัตว์กินซากพืชหรือซากสัตว์ การล่าเหยื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญของการมีชีวิตรอดในธรรมชาติ แม้ว่าเสือจะมีร่างกายที่มีพละกำลัง ปราดเปรียวว่องไวและเขี้ยวเล็บที่แหลมคม แต่การมีชีวิตรอดในธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การแย่งอาหารหรือการเผชิญหน้ากันก็อาจจะเกิดขึ้นไปตลอดเวลา เสือเป็นสัตว์รักสงบแต่เมื่อต้องล่าเหยื่อมันจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายและดุร้ายที่สุด เสือมีความอดทนสูงในการรอคอยให้เหยื่อเผลอ มันจะพรางตัวซุ่มรอคอยเหยื่อโดยอาศัยสีขนและลายตามลำตัวที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม หากเหยื่อทำท่าเหมือนจะรู้ตัวมันจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจ มันจะคอยหรือเดินตามเหยื่อไปห่าง ๆ ขณะที่ตาก็จับจ้องเหยื่ออยู่ตลอดเวลา และมีการมองเห็นเป็นเลิศ โดยสามารถสังเกตเห็นแม้ว่าเหยื่อจะแอบอยู่ในพุ่มไม้หรือพงหญ้า และเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเสือใช้ความสามารถในการมองเห็นร่วมกับการดมกลิ่นและการฟังด้วย