- การแอบรักใครข้างเดียว..ก็เหมือน "ผ้าอนามัย"!.. เพราะทุ่มเทเท่าไหร่ก็ไม่มีวันไหลย้อนกลับ!!,,อั๊ยย่ะ!!??!...555+
- DNA อยู่บนใบหน้า!...นี่คือที่มาของคำว่า "มองหน้าหาพ่อมึงเหรอ!?"...อุ๊ปปปป!
- คนที่ใช่...มาไม่บ่อย , คนที่คอย...มาไม่ถี่... คนที่รัก...มา ซักที !! , คนไม่รักดี...จะมาทำไม ?!!!!
- ผู้ชายและผู้หญิง...ไม่มีใครชอบดูหนังโป๊หรอก!...เพราะไม่ว่าใครจะแสดงก็ไม่เคยดูตั้งแต่ต้นจนจบได้เลย 55555555555+
- ความรักมันไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง!... ลองที่ระเบียงบ้างก็ได้
- Impossible » I'm possible »... ถ้าตัวเราเดินหน้า คำว่า "เป็นไปไม่ได้"... สักวันหนึ่งก็จะ "เป็นไปได้"!!
- เวลาที่เราโดนคนรักทิ๊ง!!...อย่ามัวชะเง้อรอ .. ให้เค๊ากลับมา !.. แต่ .. จงเปล่งวาจาอย่างมั่นใจดัง ๆ ว่า : » "ขอบคุณที่ใช้บริการ คิวต่อไป เชิญ"!!! 55555+
- ไม่ใช่พลอย เชอมาลย์ แต่ไม่ปฏิเสธว่าเป็นนังมารยิ่งกว่าพลอย 55+
- "เสือก" กับ "เลือก" . . สะกดคล้ายๆกัน . . ถ้าคุณไม่ได้เป็น คนที่ถูก "เลือก" . . คุณจะกลายเป็น คนที่ "เสือก" ไปทันที !?!
- โปรดทราบ : ปีนี้ เลิกเล่น"น้ำสงกรานต์"แน่นอน เพราะ "แอ็ฟ ทักษอร" วิงวอนมา!!!! ก๊ากกกก
- อย่าตัดสินกูที่ "หน้าตา" ...เพราะว่ากู "มีค่า" ที่ข้างใน!!!...
- 3 ข้อง่ายๆเกี่ยวกับรัก.... 1.ถ้าเสียมันไป มันไม่ใช่รัก.... 2.ถ้าคุณมีรัก อย่าปล่อยมันไป.... 3.ถ้ามันทำคุณเจ็บ มันไม่ใช่รัก .. เคลียร์แล้วนะ เคป่ะ?
- การ "สร้างภาพ" บางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยูกับว่า คุณเก่ง "ศิลปะ" มากแค่ไหน . . . แต่!? มันขึ้นอยู่กับ ระดับความ "ตอ-แหล" ของแต่ละบุคคล !!
- ไม่ได้เจ้าชู้แต่ไม่รู้จะเลือกใคร... ถ้าอยากคบก็ทิ้งเบอร์ไว้...ถ้าถูกใจจะโทรกลับไปเอง!!! หุหุ
- เวลาไม่ได้ทำให้ใครเสียคน ...ใครบางคนต่างหาก ทำให้เสียเวลา !!
- คำว่าเพื่อนสนิทมักใช้แทนคำว่า"แฟน"... คำว่าแฟนมักใช้แทนคำว่า"สามี" !
- เฮ้ย! ไม่ไช่ "แอฟ ทักษอร" นะ...ถามอยู่ได้ "สงกรานต์" ไปไหน!!?? ไรแว้...555+
- "นักรบยังมีดาบ...นักปราชญ์ยังมีความคิด...นักสู้ยังมีสปิริต...แต่กูเริ่มหงุดหงิดและที่ไม่มีใคร"!!!
- เสมอต้น...เสมอปลาย...อาจไม่เสมอไป...!
- สุราคือยาพิษ... ควรเติมน้ำแข็งกะโซดาสักนิดเพื่อดับพิษสุรา ^^ แอร๊ยยยส
- แอบชอบคืองานหลัก...แอบรักคืองานรอง...แอบมองคืองานอดิเรก...ถูกปฏิเสธคือ "งานประจำ"!! เว้ยเห้ยย
- การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า , แต่คนธรรมดารักคุณเท่าเดิม , จะไม่เพิ่มเติมและเสริมแต่ง , เพราะรักมันเริ่มจะแรง , กลัวว่าจะแซงการบินไทย!!!
- "เงิน".. ถ้ามีน้อยก็ต้องใช้สอยประหยัด...แต่ถ้า "เวลา" มีจำกัด...ไม่ต้องประหยัดแต่ "จัดเต็ม"!! 55+
- อย่าหาเขาใส่หัว.. อย่ามีผัวแก้เหงา... อย่าทำตัวเป็นเงา ..ชีวิตเป็นของเรา.. ตามเขาทำไม!!
- จุดเด่นไม่เคยมี.. ดูดีก็ไม่ใช่ แต่จุดสำคัญอยู่ที่ใจ..คนแบบนี้เวลารักใครแล้วรักจริง!!
- พึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองเป็นกระดูก ... ก็ตอนที่ถูกหมาคาบไปแดก...!!
- ความหนาว..อาจทำให้ใครบางคนเหงา...แต่ความเหงาอาจจะทำให้ใครหลายคน หนาว!!
- เพื่อนก็เหมือนดาวบนท้องฟ้า..แม้ไม่เห็นตลอดเวลา..แต่ก็รู้ว่าท้องฟ้ายังมีดาว ~
- ไม่ได้ชอบผู้ชายที่หน้าตา.. แต่อยากให้ลูกเกิดมา หน้าตาดี!!!
- อย่ามอง "รัก"เพียง เเค่"ภายนอก"...เพราะคง ดูไม่ออก ว่า"รัก"เป็นแบบไหน... "สถาปัตยกรรม" ยังต้องมีช่าง "ตกแต่งภายใน"...โปรดมอง"รัก" ให้ลึกจาก"หัวใจ" ใช่หน้าตา..
- "คนเราถ้าจะช่างอะไรให้มี 2 ช่าง!.. ช่างสังเกต กับช่างสงสัย... แต่อย่าช่าง***"!!
- เจ้าชู้ เป็นการโปรโมท... แต่โสด กูอยู่ในกระแส!
- แฟนไม่ใช่พ่อ! ...ถ้าตอแหลต้องตบ ... ถ้ามันยังเถียงไม่ยอมจบ ... ก็เล่นให้สลบคาตรีน!!! ป๊าดส
- ไล่แล้วทำไมยังไม่ไป..จะหน้าด้านไปถึงไหนคะพี่ขา...ตอนคบกันก็ไม่ยอมเห็นคุณ ค่า... พอตอนมีแฟนใหม่เข้ามา ตามอย่างกับหมาหวงเพ็ตดีกรี !! (+555)
- "หลายใจ"..เกิดจาก อาการสืบพันธุ์ของจิตใจโดยการแบ่งตัว... นำไปสู่อาการน้อยใจ..แก่คนรอบข้างได้ในเวลาต่อมา!!!
- กวนตีนเป็นชีวิต ... ตีสนิทเป็นนิสัย ... ไม่เจ้าชู้แต่จริงใจ ... ถ้ารักใครแล้วรักจริง ...~
- คุยกับเธอแล้วแสนตลก มีแต่เรื่องลามกช่างสุขสันต์ ภาษาอะไรไม่รู้มาเม้นท์ได้ทั้งวัน สะกิดจัง..สะกิดทำไม? ฮ่าๆๆ
- "เสียใจ" เอาไว้ใช้สำหรับคนที่มีค่า...แต่สำหรับคนที่มองความรักเป็นเรื่องลั้ลลา.. ใช้คำว่า "เสียเวลา" ก็พอ ...!!
- เพราะ Facebook มีปุ่มให้กด Like..ยังจะ Like แม้ไม่ได้เป็นคนรู้จัก...ยังจะรัก แม้ไม่ได้เป็นคนรู้ใจ.. อิ๊วว
- "เมียน้อย"..คือมือวางอันดับ1..ในการแย่งผัวชาวบ้าน!... "เมียหลวง"..คือมือวางอันดับ 1... ในการทำให้ผัวอยากมีเมียน้อย!!! 555+
- "ความลับ" คือสิ่งที่ถ้าถูกเปิดเผยแล้ว..จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป!... แต่ "ของลับ".. ต่อให้เปิดเผยเป็น 10 ครั้งก็ยังเป็นของลับอยู่ !!! อู๊ววแม่จ้าววว..
- ถึงบางครั้งอาจจะพูดแรงไป... แต่ก็ "แรงไม่ยอมเปลี่ยนปลั๊ก"! ... "รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง"..น่ะ!!! หุหุ
- We never get what we want, we never want what we get... we never have what we lilke, we never like what we have.That's life.That's right!
- พูดเร็วไป=เสียใจที่ไม่ทันได้คิด คิดนานไป=เสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พูด
- ก่อนจะพิมพ์คำว่า "เรา" อย่าลืมเปลี่ยนภาษาล่ะ ไม่อยากกลายเป็น "gik"
- Social Network...ทำให้คนไกลได้ขยับเข้ามาใกล้...แต่ก็กำลังจะทำให้คนใกล้ ๆ โดนดีดไปไกล ๆ...
- "แฟนเก่า"เคยทำ"เราเจ็บ"..."แฟนเก็บ"ก็ทำ"เราเหงา"... "แฟนเขา"ยิ่งทำ "เราเศร้า"... ก็เพราะ"แฟนเรา"เขายังไม่มา !!!
- อาการขาดความอบอุ่น..ไม่ได้อยู่ที่ "สภาพอากาศ"..แต่ขึ้นอยู่กับ"สภาพจิตใจ" ..ในวันหนาวๆ..หายใจออกมาเป็น"ไอ"..วันไหนๆก็หายใจออกมาเป็น"เธอ".. ^^ ♥ อิ๊ววว
- ใน" face" ก็อยากให้มีคนกด like... ใน"life" ก็อยากให้มีคนกด love ... ฮิ้ววว ~*
- คิดแล้วไม่ทำคือฝันกลางวัน...ทำแล้วไม่คิดคือฝันร้าย!
วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560
คำคม
วิธีทำสบู่
วิธีการง่าๆ กับการทำสบู่
ส่วนประกอบและปริมาณ
1. น้ำมันปาล์ม 70%
2. โซดาไฟล์ 10%
3. น้ำสะอาด 20%
2. โซดาไฟล์ 10%
3. น้ำสะอาด 20%
วิธีทำ
1. นำโซดาไฟล์ (ซึ่งเป็นด่างอย่างแรก อันตรายต้องใช้อย่างระมัดระวัง ภาชนะที่ใส่ ต้องเป็นแก้ว หรือสแตนเลนส์) ค่อยๆ ผสมลงในน้ำสะอาด คนเบาๆ (โซดาไฟล์ เมื่อผสมน้ำ จะเกิดความร้อนขึ้นทันที ยังคงอันตรายมาก) ค่อยๆ คนจนความร้อนลดลงเหลือ 40 องศา (เอาเทอร์โมมิเตอร์มาวัดอุณหภูม )
2. เอาน้ำมันปาล์มมาทำให้ร้อนโดยการนึ่ง ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศา
3. เอาน้ำโซดาไฟล์ค่อยๆ เทผสมลงในน้ำมัน (ทั้งน้ำโซดาไฟล์และ น้ำมันต้องมีความร้อน เท่ากับ 40 องศา) คนเบาๆ ช้าๆ เริ่มมีความเหนียวหนืด
4. เทสบู่ที่ได้ลงในแม่พิมพ์ ตั้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะได้สบู่ก้อนาตามความต้องการ คุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด มีผลต่อการเกิดฟองและกลิ่นของสบู่ทดลองเอาน้ำมันปาล์ม 50% น้ำมันมะพร้าว 20%ฟองสบู่และกลิ่น จะแตกต่างกับการทำสบู่จากน้ำมันปาล์ม เพียงอย่างเดียว ถ้าลองเอาน้ำมันพืชหลากหลายชนิดที่ว่า มาผสมกันส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ ในการผสมน้ำมัน จะมีผลต่อเนื้อสบู่ ฟองสบู่ และกลิ่นสบู่
2. เอาน้ำมันปาล์มมาทำให้ร้อนโดยการนึ่ง ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศา
3. เอาน้ำโซดาไฟล์ค่อยๆ เทผสมลงในน้ำมัน (ทั้งน้ำโซดาไฟล์และ น้ำมันต้องมีความร้อน เท่ากับ 40 องศา) คนเบาๆ ช้าๆ เริ่มมีความเหนียวหนืด
4. เทสบู่ที่ได้ลงในแม่พิมพ์ ตั้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะได้สบู่ก้อนาตามความต้องการ คุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด มีผลต่อการเกิดฟองและกลิ่นของสบู่ทดลองเอาน้ำมันปาล์ม 50% น้ำมันมะพร้าว 20%ฟองสบู่และกลิ่น จะแตกต่างกับการทำสบู่จากน้ำมันปาล์ม เพียงอย่างเดียว ถ้าลองเอาน้ำมันพืชหลากหลายชนิดที่ว่า มาผสมกันส่วนผสมหรือเปอร์เซ็นต์ ในการผสมน้ำมัน จะมีผลต่อเนื้อสบู่ ฟองสบู่ และกลิ่นสบู่
การทำสบู่สมุนไพรแบบง่ายๆ ส่วนผสม
1. น้ำมันปาล์ม 50%
2. น้ำมันมะพร้าว 20%
3. โซดาไฟล์ 10%
4. น้ำสะอาด 15%
5. น้ำสมุนไพรเข้มข้น 5%
2. น้ำมันมะพร้าว 20%
3. โซดาไฟล์ 10%
4. น้ำสะอาด 15%
5. น้ำสมุนไพรเข้มข้น 5%
วิธีทำ
1. นำน้ำมันปาล์มกับน้ำมันมะพร้าวผสมให้เข้ากันและนำไปนึ่งให้ได้ความร้อนที่ 40 องศา
2. เอาโซดาไฟล์ผสมกับน้ำ ปรับความร้อนให้ได้ที่ 40 องศา
3. นำน้ำโซดาลงในน้ำมันค่อยๆ คนช้าๆ จากของเหลวเริ่มจะหนืด
4. นำน้ำสมุนไพรค่อยๆ เติมและคนช้าๆ จนเกิดเป็นสบู่ จนเริ่มมีความหนืดอีกครั้ง เทใส่แม่พิมพ์ตั้งไว้นาน 2 อาทิตย์ แกะออกจากพิมพ์
2. เอาโซดาไฟล์ผสมกับน้ำ ปรับความร้อนให้ได้ที่ 40 องศา
3. นำน้ำโซดาลงในน้ำมันค่อยๆ คนช้าๆ จากของเหลวเริ่มจะหนืด
4. นำน้ำสมุนไพรค่อยๆ เติมและคนช้าๆ จนเกิดเป็นสบู่ จนเริ่มมีความหนืดอีกครั้ง เทใส่แม่พิมพ์ตั้งไว้นาน 2 อาทิตย์ แกะออกจากพิมพ์
สมุนไพรที่จะมาทำเป็นส่วนผสมของสบู่นั้น แบ่งออก 4 หมวดใหญ่ ๆ
1. สมุนไพรประเภทรักษาเชื้อรา แก้ผดผื่นคัน อักเสบ สมานแผล ได้แก่ เปลือกมังคุด ใบทองพันชั่ง ใบชุมเห็ด บัวบก
2. สมุนไพร ประเภท ดับกลิ่นตัว ถ่านไฟ ตะไคร้ ตะไคร้หอม หัวเปราะหอม สาระแหน่ กระเพรา ฯ
3. สมุนไพร ประเภท ทำให้ผิวขาว กัดฝ้า ประเภทที่มีรสเปรี้ยวหรือส้มเกือบทุกชนิด หรือแครอท
4. สมุนไพร ประเภท บำรุงผิว ขมิ้น ลูกตาลสด ประแตงทุกชนิด มะเขือเทศ น้ำผึ้ง นม ฯ คนที่จะนำเอาสมุนไพรหลายๆ ชนิดมาผสมเป็นสมุนไพรผสมทำสบู่นั้นต้องดูด้วยว่าสมุนไพรอะไร จะไปฆ่าฤทธิ์สมุนไพรอื่นหรือไม่ หรือผสมกันแล้วเกิดการแยกตัวหรือผสมทำเป็นสบู่แล้วไป ทำลาย ความเป็นด่างของสบู่ ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ ทดลองแต่เล็ก ๆ น้อย ไปก่อนจนเกิดความชำนาญ ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัว ไม่มีอะไรเกิดความตั้งใจของเราได้ ทำอย่างมีเป้าหมาย กำหนดเส้นชัย แล้วไปให้ถึง คนผลิตสบู่สมุนไพรเปลือกมังคุด เริ่มแรก สนธยา ชำนะ ก็ใช้วิธีผสมสบู่แบบกวนมือ คือเอาน้ำมันผสมน้ำด่าง เติมน้ำ สมุนไพรเปลือกมังคุดลงไป ตั้งทิ้งไว้จนแห้ง แล้วมาบดอีกครั้งอัดเป็นแท่ง แล้วปั้มรูปขึ้นก้อน การผลิตแบบนี้ กว่าจะได้สบู่มาจำหน่ายช้ามาก เปลี่ยนวิธีใหม่ ทำสบู่ขึ้นมาก่อน แล้วมาผสมน้ำสบู่สมุนไพรทีหลังอัดเป็นแท่ง แล้วปั้มขึ้นรูป แบบนี้ก็ยังช้า ต้องมีเครื่องอุปกรณ์ การทำหลายชิ้น ปริมาณทำแต่ละครั้งปริมาณน้อย ไม่ทันต่อตลาด ที่ขยายตัวขึ้น เปลี่ยนวิธีใหม่ เอาสูตรน้ำมันและสูตรส่วนผสมการทำสบู่ ไปจ้างโรงงานผลิตสบู่โดยเฉพาะ ทำเป็นไขสบู่ ขึ้นมาก่อน ควบคุมความชื้นให้พอเหมาะ แล้วนำมาพรมน้ำสมุนไพรเปลือกมังคุด อัดเป็นแท่ง แล้วปั้มขึ้นรูป
2. สมุนไพร ประเภท ดับกลิ่นตัว ถ่านไฟ ตะไคร้ ตะไคร้หอม หัวเปราะหอม สาระแหน่ กระเพรา ฯ
3. สมุนไพร ประเภท ทำให้ผิวขาว กัดฝ้า ประเภทที่มีรสเปรี้ยวหรือส้มเกือบทุกชนิด หรือแครอท
4. สมุนไพร ประเภท บำรุงผิว ขมิ้น ลูกตาลสด ประแตงทุกชนิด มะเขือเทศ น้ำผึ้ง นม ฯ คนที่จะนำเอาสมุนไพรหลายๆ ชนิดมาผสมเป็นสมุนไพรผสมทำสบู่นั้นต้องดูด้วยว่าสมุนไพรอะไร จะไปฆ่าฤทธิ์สมุนไพรอื่นหรือไม่ หรือผสมกันแล้วเกิดการแยกตัวหรือผสมทำเป็นสบู่แล้วไป ทำลาย ความเป็นด่างของสบู่ ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ ทดลองแต่เล็ก ๆ น้อย ไปก่อนจนเกิดความชำนาญ ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัว ไม่มีอะไรเกิดความตั้งใจของเราได้ ทำอย่างมีเป้าหมาย กำหนดเส้นชัย แล้วไปให้ถึง คนผลิตสบู่สมุนไพรเปลือกมังคุด เริ่มแรก สนธยา ชำนะ ก็ใช้วิธีผสมสบู่แบบกวนมือ คือเอาน้ำมันผสมน้ำด่าง เติมน้ำ สมุนไพรเปลือกมังคุดลงไป ตั้งทิ้งไว้จนแห้ง แล้วมาบดอีกครั้งอัดเป็นแท่ง แล้วปั้มรูปขึ้นก้อน การผลิตแบบนี้ กว่าจะได้สบู่มาจำหน่ายช้ามาก เปลี่ยนวิธีใหม่ ทำสบู่ขึ้นมาก่อน แล้วมาผสมน้ำสบู่สมุนไพรทีหลังอัดเป็นแท่ง แล้วปั้มขึ้นรูป แบบนี้ก็ยังช้า ต้องมีเครื่องอุปกรณ์ การทำหลายชิ้น ปริมาณทำแต่ละครั้งปริมาณน้อย ไม่ทันต่อตลาด ที่ขยายตัวขึ้น เปลี่ยนวิธีใหม่ เอาสูตรน้ำมันและสูตรส่วนผสมการทำสบู่ ไปจ้างโรงงานผลิตสบู่โดยเฉพาะ ทำเป็นไขสบู่ ขึ้นมาก่อน ควบคุมความชื้นให้พอเหมาะ แล้วนำมาพรมน้ำสมุนไพรเปลือกมังคุด อัดเป็นแท่ง แล้วปั้มขึ้นรูป
สูตรสมุนไพรสบู่เปลือกมังคุด
1. เปลือกมังคุดตากแห้ง (ต้องเป็นเปลือกมังคุดที่ลูกสุกดำทำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดหรือ อบจนแห้งสนิท) ช่วยสมานแผล ลดการอักเสบ 40%
2.ใบชุมเห็ดแห้งแก้กลากเกลื้อน เชื้อรา 10%
3. เสลดพังพอนแห้ง แก้ผลผื่นคัน 10%
4. ทองพันชั่งแห้ง แก้เชื้อรา 10%
5.ขมิ้นอ้อย แห้ง ช่วยบำรุงผิว 10%
6. หัวเปราะแห้ง ช่วยบำรุงผิว กลิ่นหอม 10%
7. ว่านสาวหลา ทำให้กลิ่นหอม 5%
8. สมุนไพรอื่นๆ ที่มีสรรพคุณสมานแผลรวม 10% หมายเหตุ สมุนไพรทั้งหมดต้องแห้ง และเป็นชิ้นเล็กๆ
2.ใบชุมเห็ดแห้งแก้กลากเกลื้อน เชื้อรา 10%
3. เสลดพังพอนแห้ง แก้ผลผื่นคัน 10%
4. ทองพันชั่งแห้ง แก้เชื้อรา 10%
5.ขมิ้นอ้อย แห้ง ช่วยบำรุงผิว 10%
6. หัวเปราะแห้ง ช่วยบำรุงผิว กลิ่นหอม 10%
7. ว่านสาวหลา ทำให้กลิ่นหอม 5%
8. สมุนไพรอื่นๆ ที่มีสรรพคุณสมานแผลรวม 10% หมายเหตุ สมุนไพรทั้งหมดต้องแห้ง และเป็นชิ้นเล็กๆ
วิธีทำ
นำสมุนไพรทั้งหมดมาเติมโดยน้ำหนักสมุนไพร / น้ำอัตราส่วน 1/10 ต้องจดคือเคียว ให้เหลือ น้ำยาครึ่งหนึ่งกรองเอากากออก เอาน้ำยาที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป สูตรสบู่ สมุนไพร หน้าขาว ทำให้ฝ้า จุดด่างดำ จางลง
สูตรที่ 1
1. เนื้อมะขามเปียก 50%
2.เปลือกมังคุด 5%
3.หัวเปราะ 15% 4.ขมิ้น 10% 5.ว่านสาวหลา 10% 6. น้ำผึ้ง 10%
2.เปลือกมังคุด 5%
3.หัวเปราะ 15% 4.ขมิ้น 10% 5.ว่านสาวหลา 10% 6. น้ำผึ้ง 10%
วิธีทำ
นำสมุนไพร 1 – 5 มาต้มอัตราส่วน 2 / 10 เคี่ยวเอาน้ำยาครึ่งหนึ่ง กรองเอากากออก เอาน้ำยาไปใช้ประโยชน์ต่อไป
สูตรที่ 2
น้ำส้มแขก ( สับสันดาน ,เล็บควาย ) มาแทนมะขามเปลือก
วิธีทำ
น้ำยาสมุนไพรก็เหมือนกับสูตรที่ 1 สูตรสบู่สมุนไพรทั้ง 2 สูตรนี้ สามารถนำมาผสม กับแป้งดินสอพอง ทำเป็นผงพอกหน้า ทำให้หน้าขาว แก้ฝ้าได้ดีหนักแล
สูตรสบู่สมุนไพรบำรุงผิว
1. นำหัวขมิ้นสดมาหั่นบางๆ ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำไปบดเป็นผง
2. นำขมิ้นมา 10 กรัม ( 1 ก.ก. มี 1,000 กรัม ) ละลายน้ำ 900 cc
3. นำผงขมิ้น 10
2. นำขมิ้นมา 10 กรัม ( 1 ก.ก. มี 1,000 กรัม ) ละลายน้ำ 900 cc
3. นำผงขมิ้น 10
ประวัติคุมะ
รีแลกคุมะ (ญี่ปุ่น: リラックマ Rilakkuma ?) เป็นตัวการ์ตูนที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท san-x ของญี่ปุ่น เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 ปัจจุบัน รีแลกคุมะได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
รีแลกคุมะออกแบบโดยนักออกแบบของบริษัทที่ชื่อ อากิ คอนโด ผู้เดียวกับที่ได้ออกแบบตัวการ์ตูนหมี โอคุตังกับดันนะจัง (Okutan & Dannachan) ได้แรงบันดาลใจมาจากความต้องการความผ่อนคลายในชีวิตการทำงาน ตัวการ์ตูนที่ออกแบบนี้มีนิสัยชอบนอน ชอบการพักผ่อน ดูแล้วรู้สึกผ่อนคลาย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวการ์ตูนตัวนี้มีชื่อว่า รีแลกคุมะ (รีแลก แปลว่า ผ่อนคลาย และ คุมะ เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า หมี )
ประวัติมิกกี้เม้าส์
มิกกี้ เม้าส์ ตัวการ์ตูนขวัญใจของเด็ก ๆ และคนทั่วโลก 18 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเกิดมิกกี้ เม้าส์ เรามาอวยพรวันเกิดและรู้จักมิกกี้ เม้าส์ให้มากขึ้นกันค่ะ
เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยดูการ์ตูน มิกกี้ เม้าส์ (Mickey Mouse) มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนเป็นเสมือนเพื่อนทางจินตนาการแสนรัก แต่ทราบกันไหมว่าเจ้าหนูชื่อดังระดับโลกตัวนี้ อายุอานามไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เรียกได้ว่าเป็น คุณปู่มิกกี้ เม้าส์ ของหนูน้อยหลายล้านคนทั่วโลก และเนื่องในวันเกิดของ มิกกี้ เม้าส์ 18 พฤศจิกายน เราจะพาเพื่อน ๆ ไปย้อนรำลึกถึงการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่าง "มิกกี้ เม้าส์" กันค่ะ

มิกกี้ เม้าส์ เป็นตัวการ์ตูนของค่ายดิสนีย์ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) โดยวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ และอับ ไอเวิร์กส เดิมทีพวกเขาเรียกมันว่า "มอร์ติเมอร์ เม้าส์" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อตัวการ์ตูนนี้ใหม่เป็นมิกกี้ เม้าส์ จากการแนะนำของภรรยาวอลท์ ดิสนีย์ เนื่องจากเธอเห็นว่ามันเป็นชื่อที่ดูจริงจังจนเกินไป
ทั้งนี้จุดกำเนิดของมิกกี้ เม้าส์ เกิดขึ้นขณะที่วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (ขณะนั้นอายุ 27 ปี) นั่งอยู่บนรถไฟระหว่างทางมุ่งสู่ลอสแอนเจลิส เขาลงมือสเก็ตช์ภาพคาแรคเตอร์หนูเล็ก ๆ สวมกางเกงสีแดงขึ้นมา โดยมี อับ ไอเวิร์กส ออกแบบรูปร่างลักษณะ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) มิกกี้ เม้าส์ ก็ปรากฎตัวครั้งแรกในหนังการ์ตูนเงียบที่ชื่อว่า Plane Crazy แต่ก่อนที่การ์ตูนเรื่องนี้จะออกฉายนั้น ก็เริ่มมีการนำเสียงมาใส่ในภาพยนตร์ ทำให้มิกกี้ เม้าส์ เป็นหนังการ์ตูนที่มีการใส่เสียงเรื่องแรกในโลก ในชื่อเรื่องว่า Steamboat Willie
การเปิดตัวครั้งแรกของมิกกี้ เม้าส์ ในเรื่อง "Steamboat Willie" ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ทำให้มิกกี้ เม้าส์ กลายเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จวบจนปัจจุบัน โดยทางนิวยอร์กไทม์ เคยเขียนชื่นชมว่า มิกกี้ เม้าส์ เป็นผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์เยี่ยมยอดและสนุก เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงเพลงประกอบที่ไพเราะ ภาพ และฉากที่สวยงาม
ลักษณะเด่นของ มิกกี้ เม้าส์ เป็นเพียงหนูตัวเล็ก ๆ หูกลมใหญ่สีดำ แขนขาเล็กมาก สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดง รองเท้าสีเหลือง มีบุคลิกที่มีความอดทน อดกลั้น ฉลาดหลักแหลม มองโลกในแง่ดี และกล้าหาญ ที่สำคัญมิกกี้ เม้าส์ มีสัญชาตญาณพิเศษในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และด้วยบุคลิกที่โดดเด่นในแง่นี้เองทำให้ตัวการ์ตูนตัวนี้ชอบที่จะใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสู้ จนสามารถเอาชนะศัตรูที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่า ทำให้มิกกี้ เม้าส์ สามารถเป็นที่รักและครองหัวใจของเด็ก ๆ และผู้คนทั่วโลกได้เป็นเวลาหลายทศวรรษ
เป็นที่รู้กันดีว่ามิกกี้ เม้าส์ ชอบร้องอุทาน "Gosh" หรือบางครั้งก็ "Oh boy!", "Aw-Gee" ,"Uh-Oh!" และยังชอบอ่าน Newsweek, time, Life, National Geographic, Good Housekeeping โดยมีหวานใจชื่อว่ามินนี่ เม้าส์ ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนที่ครองใจเด็ก ๆ ทั่วโลกเช่นกัน นอกจากนี้มิกกี้ เม้าส์ ยังมีสุนัขสีน้ำตาลแสนรักชื่อว่าพลูโต ที่เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ ฉลาดและแสนรู้คอยเคียงข้างอยู่เสมอด้วย
โดยเหล่าผองเพื่อนมิกกี้ เม้าส์ ถือกำเนิดตามมาในช่วงปี ค.ศ. 1930-1940 (พ.ศ. 2473-2483) ได้แก่ มินนี่ เม้าส์, กูฟฟี่, พลูโต, โดนัลด์ ดั๊ก และอีกมากมาย โดย กูฟฟี่ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) เป็นตัวการ์ตูนที่มีบุคลิกตลกและสนุกสนาน เขามักจะคอยกวนใจ มิกกี้ เม้าส์ บ่อยครั้ง แต่ก็ช่วยคลายเศร้าให้กับเพื่อนได้เป็นอย่างดี และถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด มักจะติดตามมิกกี้ เม้าส์ ไปทุกที่ และหากกูฟฟี่ ได้รับประทานถั่วชนิดพิเศษเข้าไป เขาจะเปลี่ยนเป็นซูเปอร์กูฟ มีพลังเหมือนกับซูเปอร์แมน สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนมินนี่ เม้าส์ ถูกสร้างโดย ฟอยด์ ก๊อตเฟรตสัน นักวาดการ์ตูนสร้างมินนี่ เม้าส์ ขึ้นมาเพื่อเป็นคู่หมั้นของมิกกี้ เม้าส์ และให้เป็นตัวแทนของความเป็นผู้หญิง มีบุคลิกที่อ่อนหวาน อ่อนไหว ชอบการต่อสู้และมีอารมณ์ที่ค่อนข้างหุนหันพลันแล่น ส่วนใหญ่แล้วมินนี่ เม้าส์ จะปรากฏตัวในห้องครัว ขณะที่ทำเค้กกับคาร์ราเบลล่า ซึ่งเป็นเพื่อนของมินนี่ เม้าส์
นอกจากนี้ยังมีโดนัลด์ ดั๊ก ตัวการ์ตูนที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นคู่ปรับกับมิกกี้ เม้าส์ เพราะในขณะที่ดิสนีย์วางบุคลิก มิกกี้ เม้าส์ ให้เป็นตัวการ์ตูนที่ดูใจดี ไม่คิดร้ายกับใคร แต่กลับวางบุคลิกของโดนัลด์ ดั๊ก ให้เป็นเป็ดจอมโวย มีนิสัยขี้โมโหฉุนเฉียว โดยโดนัลด์ ดั๊ก ปรากฏตัวในการ์ตูนของดิสนีย์หลากหลายเรื่องทั้งทางจอเงินและจอแก้ว
ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) มิกกี้ เม้าส์ ก็เริ่มมีรายการทีวีเป็นของตัวเองในชื่อรายการ "The Mickey Mouse Club" ซึ่งมิกกี้ เม้าส์ ก็เหมือนตัวการ์ตูนดาวค้างฟ้าตัวอื่น ๆ ที่ไม่มีวันแก่ เปรียบเสมือนเป็นมาสคอตแห่งโลกการ์ตูนของฝั่งอเมริกา เช่นเดียวกับ โดราเอมอน ที่เป็นเสมือนมาสคอตของตัวการ์ตูนทางฝั่งญี่ปุ่น
อ๊ะ ๆ ยังไม่จบนะจ๊ะ มิกกี้ เม้าส์ ยังซ่อนความลับเกี่ยวกับตัวเองเอาไว้ แต่เราจะมาเปิดโปงให้ทุกคนได้รู้พร้อมกันวันนี้ !
5 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ มิกกี้ เม้าส์ ตัวละครสุดน่ารักนี้มีเรื่องที่คุณยังไม่รู้อีกนะ !
1. มิกกี้ เม้าส์ มีนิ้วเพียง 4 นิ้ว
เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่าว่ามือของมิกกี้ เม้าส์ มีเพียงแค่ 4 นิ้วเท่านั้น ! โดยดิสนีย์ได้ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของศิลปะ เพราะสำหรับหนูนั้น การมี 5 นิ้วดูจะมากเกินไป แถมยังดูคล้ายกับหวีกล้วยยังไงยังงั้น
นอกจากนี้แล้วยังมีเหตุผลทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือการวาดนิ้วเพิ่มอีก 1 นิ้วจะทำให้ต้องวาดภาพเพิ่มอีก 45,000 ภาพ ซึ่งเท่ากับความยาวของหนังสั้นประมาณ 6 นาทีครึ่ง และถ้าลบออกไป 1 นิ้ว ก็จะช่วยประหยัดเงินที่จะใช้ในสตูดิโอไปได้มากโขเลยเชียวล่ะ
2. หูของมิกกี้ เม้าส์ ไม่ว่าหันไปทางไหนก็จะเป็นวงกลมเสมอ
หูของมิกกี้ เม้าส์ เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เด่นชัดที่สุดในบรรดารูปวงกลมที่ใช้ในการวาดตัวการ์ตูนมิกกี้ เม้าส์ เพราะไม่ว่าเจ้ามิกกี้ เม้าส์ จะหันไปทางไหน เราก็จะเห็นได้ว่าหูของเจ้ามิกกี้ เม้าส์เป็นรูปวงกลมเสมอ และเพราะเหตุนั้นเลยทำให้หูของมิกกี้ เม้าส์ กลายเป็นเครื่องหมายทางการค้าประจำตัวของมิกกี้ เม้าส์ มาจนถึงทุกวันนี้เลยยังไงล่ะ
3. วอลท์ ดิสนีย์ คือผู้ให้เสียงพากย์ มิกกี้ เม้าส์ คนแรก
คนส่วนใหญ่มักจะจดจำบุคลิกของมิกกี้ เม้าส์ ที่มีเสียงแหลมเล็ก ฟังดูเหมือนขี้อาย แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงแรกที่มิกกี้ เม้าส์ ออกฉายในปี พ.ศ. 2472 ในตอนที่มีชื่อว่า "เดอะ คาร์นิวัล คิดส์" ผู้ที่ให้เสียงพากย์เจ้ามิกกี้ เม้าส์ ก็คือวอลท์ ดิสนีย์ และเขาก็ได้เริ่มให้เสียงพากย์ตัวการ์ตูนตัวนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นความภูมิใจส่วนตัวเล็ก ๆ ของดิสนีย์เลยก็ว่าได้
4. แรงบันดาลใจในการสร้างตัวการ์ตูนมิกกี้ เม้าส์ ของวอลท์ ดิสนีย์ มาจากหนูบนโต๊ะทำงานของเขา !
หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่าจริง ๆ แล้ว มิกกี้ เม้าส์ ตัวการ์ตูนในตำนานที่มีคนชื่นชอบทั่วโลกนี้ มีต้นกำเนิดมาจากแรงบันดาลใจของวอลท์ ดิสนีย์ ที่ดันไปเห็นหนูเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งที่วิ่งไปวิ่งมาบนโต๊ะทำงานของเขาในสตูดิโอลาฟ โอ แกรม ที่เมืองแคนซัส รัฐมิสซูรี นี่ถ้าคุณวอลท์ ดิสนีย์ เห็นสัตว์อย่างอื่น คงไม่ได้มีเจ้ามิกกี้ เม้าส์ มาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มแน่เลยเนอะ
5. ผู้พากย์เสียงมิกกี้ เม้าส์ และ มินนี่ เม้าส์ เป็นสามีภรรยากัน
ชีวิตคู่ของมิกกี้ เม้าส์และมินนี่ เม้าส์ ที่หวานชื่นไม่ได้เป็นแค่เรื่องในการ์ตูนเท่านั้น แต่คนพากย์เสียงตัวการ์ตูนทั้งสองตัวนี้ก็พบรักกันในระหว่างการทำงาน ซึ่งก็เปรียบเสมือนชีวิตคู่ของมิกกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มีอยู่ในชีวิตจริงนั่นเอง โดยเวย์น ออลไวน์ ผู้พากย์เสียงเป็นมิกกี้ เม้าส์ "บทเพลงคริสต์มาสของมิกกี้" เป็นหนังสั้นที่เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2526 และเป็นเรื่องหลัง ๆ ที่เวย์น ออลไวน์ พากย์เสียงเป็นมิกกี้ เม้าส์ ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2552) ก็ได้พบรักและแต่งงานกับรัซซี่ เทย์เลอร์ ผู้ให้เสียงพากย์มินนี่ เม้าส์ คนปัจจุบัน แหม...จะเรียกว่าตัวการ์ตูนสื่อรักก็คงไม่ผิดนะเนี่ย
เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยดูการ์ตูน มิกกี้ เม้าส์ (Mickey Mouse) มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนเป็นเสมือนเพื่อนทางจินตนาการแสนรัก แต่ทราบกันไหมว่าเจ้าหนูชื่อดังระดับโลกตัวนี้ อายุอานามไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เรียกได้ว่าเป็น คุณปู่มิกกี้ เม้าส์ ของหนูน้อยหลายล้านคนทั่วโลก และเนื่องในวันเกิดของ มิกกี้ เม้าส์ 18 พฤศจิกายน เราจะพาเพื่อน ๆ ไปย้อนรำลึกถึงการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่าง "มิกกี้ เม้าส์" กันค่ะ

มิกกี้ เม้าส์ เป็นตัวการ์ตูนของค่ายดิสนีย์ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) โดยวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ และอับ ไอเวิร์กส เดิมทีพวกเขาเรียกมันว่า "มอร์ติเมอร์ เม้าส์" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อตัวการ์ตูนนี้ใหม่เป็นมิกกี้ เม้าส์ จากการแนะนำของภรรยาวอลท์ ดิสนีย์ เนื่องจากเธอเห็นว่ามันเป็นชื่อที่ดูจริงจังจนเกินไป

ทั้งนี้จุดกำเนิดของมิกกี้ เม้าส์ เกิดขึ้นขณะที่วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (ขณะนั้นอายุ 27 ปี) นั่งอยู่บนรถไฟระหว่างทางมุ่งสู่ลอสแอนเจลิส เขาลงมือสเก็ตช์ภาพคาแรคเตอร์หนูเล็ก ๆ สวมกางเกงสีแดงขึ้นมา โดยมี อับ ไอเวิร์กส ออกแบบรูปร่างลักษณะ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) มิกกี้ เม้าส์ ก็ปรากฎตัวครั้งแรกในหนังการ์ตูนเงียบที่ชื่อว่า Plane Crazy แต่ก่อนที่การ์ตูนเรื่องนี้จะออกฉายนั้น ก็เริ่มมีการนำเสียงมาใส่ในภาพยนตร์ ทำให้มิกกี้ เม้าส์ เป็นหนังการ์ตูนที่มีการใส่เสียงเรื่องแรกในโลก ในชื่อเรื่องว่า Steamboat Willie
การเปิดตัวครั้งแรกของมิกกี้ เม้าส์ ในเรื่อง "Steamboat Willie" ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ทำให้มิกกี้ เม้าส์ กลายเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จวบจนปัจจุบัน โดยทางนิวยอร์กไทม์ เคยเขียนชื่นชมว่า มิกกี้ เม้าส์ เป็นผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์เยี่ยมยอดและสนุก เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงเพลงประกอบที่ไพเราะ ภาพ และฉากที่สวยงาม
ลักษณะเด่นของ มิกกี้ เม้าส์ เป็นเพียงหนูตัวเล็ก ๆ หูกลมใหญ่สีดำ แขนขาเล็กมาก สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดง รองเท้าสีเหลือง มีบุคลิกที่มีความอดทน อดกลั้น ฉลาดหลักแหลม มองโลกในแง่ดี และกล้าหาญ ที่สำคัญมิกกี้ เม้าส์ มีสัญชาตญาณพิเศษในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และด้วยบุคลิกที่โดดเด่นในแง่นี้เองทำให้ตัวการ์ตูนตัวนี้ชอบที่จะใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสู้ จนสามารถเอาชนะศัตรูที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่า ทำให้มิกกี้ เม้าส์ สามารถเป็นที่รักและครองหัวใจของเด็ก ๆ และผู้คนทั่วโลกได้เป็นเวลาหลายทศวรรษ
เป็นที่รู้กันดีว่ามิกกี้ เม้าส์ ชอบร้องอุทาน "Gosh" หรือบางครั้งก็ "Oh boy!", "Aw-Gee" ,"Uh-Oh!" และยังชอบอ่าน Newsweek, time, Life, National Geographic, Good Housekeeping โดยมีหวานใจชื่อว่ามินนี่ เม้าส์ ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนที่ครองใจเด็ก ๆ ทั่วโลกเช่นกัน นอกจากนี้มิกกี้ เม้าส์ ยังมีสุนัขสีน้ำตาลแสนรักชื่อว่าพลูโต ที่เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ ฉลาดและแสนรู้คอยเคียงข้างอยู่เสมอด้วย


ส่วนมินนี่ เม้าส์ ถูกสร้างโดย ฟอยด์ ก๊อตเฟรตสัน นักวาดการ์ตูนสร้างมินนี่ เม้าส์ ขึ้นมาเพื่อเป็นคู่หมั้นของมิกกี้ เม้าส์ และให้เป็นตัวแทนของความเป็นผู้หญิง มีบุคลิกที่อ่อนหวาน อ่อนไหว ชอบการต่อสู้และมีอารมณ์ที่ค่อนข้างหุนหันพลันแล่น ส่วนใหญ่แล้วมินนี่ เม้าส์ จะปรากฏตัวในห้องครัว ขณะที่ทำเค้กกับคาร์ราเบลล่า ซึ่งเป็นเพื่อนของมินนี่ เม้าส์
นอกจากนี้ยังมีโดนัลด์ ดั๊ก ตัวการ์ตูนที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นคู่ปรับกับมิกกี้ เม้าส์ เพราะในขณะที่ดิสนีย์วางบุคลิก มิกกี้ เม้าส์ ให้เป็นตัวการ์ตูนที่ดูใจดี ไม่คิดร้ายกับใคร แต่กลับวางบุคลิกของโดนัลด์ ดั๊ก ให้เป็นเป็ดจอมโวย มีนิสัยขี้โมโหฉุนเฉียว โดยโดนัลด์ ดั๊ก ปรากฏตัวในการ์ตูนของดิสนีย์หลากหลายเรื่องทั้งทางจอเงินและจอแก้ว

ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) มิกกี้ เม้าส์ ก็เริ่มมีรายการทีวีเป็นของตัวเองในชื่อรายการ "The Mickey Mouse Club" ซึ่งมิกกี้ เม้าส์ ก็เหมือนตัวการ์ตูนดาวค้างฟ้าตัวอื่น ๆ ที่ไม่มีวันแก่ เปรียบเสมือนเป็นมาสคอตแห่งโลกการ์ตูนของฝั่งอเมริกา เช่นเดียวกับ โดราเอมอน ที่เป็นเสมือนมาสคอตของตัวการ์ตูนทางฝั่งญี่ปุ่น
อ๊ะ ๆ ยังไม่จบนะจ๊ะ มิกกี้ เม้าส์ ยังซ่อนความลับเกี่ยวกับตัวเองเอาไว้ แต่เราจะมาเปิดโปงให้ทุกคนได้รู้พร้อมกันวันนี้ !
5 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ มิกกี้ เม้าส์ ตัวละครสุดน่ารักนี้มีเรื่องที่คุณยังไม่รู้อีกนะ !
1. มิกกี้ เม้าส์ มีนิ้วเพียง 4 นิ้ว
เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่าว่ามือของมิกกี้ เม้าส์ มีเพียงแค่ 4 นิ้วเท่านั้น ! โดยดิสนีย์ได้ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของศิลปะ เพราะสำหรับหนูนั้น การมี 5 นิ้วดูจะมากเกินไป แถมยังดูคล้ายกับหวีกล้วยยังไงยังงั้น
นอกจากนี้แล้วยังมีเหตุผลทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือการวาดนิ้วเพิ่มอีก 1 นิ้วจะทำให้ต้องวาดภาพเพิ่มอีก 45,000 ภาพ ซึ่งเท่ากับความยาวของหนังสั้นประมาณ 6 นาทีครึ่ง และถ้าลบออกไป 1 นิ้ว ก็จะช่วยประหยัดเงินที่จะใช้ในสตูดิโอไปได้มากโขเลยเชียวล่ะ

2. หูของมิกกี้ เม้าส์ ไม่ว่าหันไปทางไหนก็จะเป็นวงกลมเสมอ
หูของมิกกี้ เม้าส์ เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เด่นชัดที่สุดในบรรดารูปวงกลมที่ใช้ในการวาดตัวการ์ตูนมิกกี้ เม้าส์ เพราะไม่ว่าเจ้ามิกกี้ เม้าส์ จะหันไปทางไหน เราก็จะเห็นได้ว่าหูของเจ้ามิกกี้ เม้าส์เป็นรูปวงกลมเสมอ และเพราะเหตุนั้นเลยทำให้หูของมิกกี้ เม้าส์ กลายเป็นเครื่องหมายทางการค้าประจำตัวของมิกกี้ เม้าส์ มาจนถึงทุกวันนี้เลยยังไงล่ะ
3. วอลท์ ดิสนีย์ คือผู้ให้เสียงพากย์ มิกกี้ เม้าส์ คนแรก
คนส่วนใหญ่มักจะจดจำบุคลิกของมิกกี้ เม้าส์ ที่มีเสียงแหลมเล็ก ฟังดูเหมือนขี้อาย แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงแรกที่มิกกี้ เม้าส์ ออกฉายในปี พ.ศ. 2472 ในตอนที่มีชื่อว่า "เดอะ คาร์นิวัล คิดส์" ผู้ที่ให้เสียงพากย์เจ้ามิกกี้ เม้าส์ ก็คือวอลท์ ดิสนีย์ และเขาก็ได้เริ่มให้เสียงพากย์ตัวการ์ตูนตัวนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นความภูมิใจส่วนตัวเล็ก ๆ ของดิสนีย์เลยก็ว่าได้
4. แรงบันดาลใจในการสร้างตัวการ์ตูนมิกกี้ เม้าส์ ของวอลท์ ดิสนีย์ มาจากหนูบนโต๊ะทำงานของเขา !
หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่าจริง ๆ แล้ว มิกกี้ เม้าส์ ตัวการ์ตูนในตำนานที่มีคนชื่นชอบทั่วโลกนี้ มีต้นกำเนิดมาจากแรงบันดาลใจของวอลท์ ดิสนีย์ ที่ดันไปเห็นหนูเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งที่วิ่งไปวิ่งมาบนโต๊ะทำงานของเขาในสตูดิโอลาฟ โอ แกรม ที่เมืองแคนซัส รัฐมิสซูรี นี่ถ้าคุณวอลท์ ดิสนีย์ เห็นสัตว์อย่างอื่น คงไม่ได้มีเจ้ามิกกี้ เม้าส์ มาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มแน่เลยเนอะ
5. ผู้พากย์เสียงมิกกี้ เม้าส์ และ มินนี่ เม้าส์ เป็นสามีภรรยากัน
ชีวิตคู่ของมิกกี้ เม้าส์และมินนี่ เม้าส์ ที่หวานชื่นไม่ได้เป็นแค่เรื่องในการ์ตูนเท่านั้น แต่คนพากย์เสียงตัวการ์ตูนทั้งสองตัวนี้ก็พบรักกันในระหว่างการทำงาน ซึ่งก็เปรียบเสมือนชีวิตคู่ของมิกกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มีอยู่ในชีวิตจริงนั่นเอง โดยเวย์น ออลไวน์ ผู้พากย์เสียงเป็นมิกกี้ เม้าส์ "บทเพลงคริสต์มาสของมิกกี้" เป็นหนังสั้นที่เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2526 และเป็นเรื่องหลัง ๆ ที่เวย์น ออลไวน์ พากย์เสียงเป็นมิกกี้ เม้าส์ ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2552) ก็ได้พบรักและแต่งงานกับรัซซี่ เทย์เลอร์ ผู้ให้เสียงพากย์มินนี่ เม้าส์ คนปัจจุบัน แหม...จะเรียกว่าตัวการ์ตูนสื่อรักก็คงไม่ผิดนะเนี่ย
มาถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 87 ปีแล้วที่มิกกี้เม้าส์ ครองใจเด็ก ๆ และผู้คนทั่วโลก ซึ่งแม้ว่ามิกกี้ เม้าส์ จะเป็นเพียงหนูตัวเล็ก ๆ แต่เขาก็สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะผ่านเรื่องราวดี ๆ ที่แฝงแง่คิดและความสนุกสนาน ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งโลกการ์ตูน ในนามวอลท์ ดิสนีย์ ดังคำกล่าวของวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ที่ว่า...
ประวัติมินเนี่ยน
ประวัติ มินเนี่ยน
POSTED ON BYMIVCHANAKAN
มินเนี่ยน (Minions) สีเหลืองตัวป่วนจากDespicable Me 2 มินเนี่ยน (Minions) สิ่งมีชีวิตสุดปั่นป่วนในภาพยนต์อนิเมชั่นเรื่อง Despicable Me มีลักษณะเป็นตัวสีเหลืองหรือม่วง (ตัวสีม่วงจะเรียกว่า อีวิล มินเนียนจะมีทรงผมประหลาดและนิสัยซื่อบื้อกว่าสีเหลืองหลายเท่า เหมือนคนประสาทเลย) มินเนี่ยนจะมีลักษณะดวงตาไม่เหมือนกันบ้างก็มีสองตาบ้างก็มีตาเดียว โดยมันมักจะร้องออกเสียงว่าปะโป้ย มินเนี่ยนเป็นลูกสมุนของกรู คอยช่วยเหลือและสร้างความวุ่นวายในเวลาเดียวกัน นิสัยของมันคือมักจะชิงดีชิงเด่น ใช้ความรุนแรง แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังรักพวกพ้องพร้อมปกป้องครอบครัวอยู่เสมอ มินเนี่ยนชอบกินกล้วยเป็นที่สุด

มินเนี่ยน มีรูปร่างที่เล็ก ร่างกายเป็นทรงกระบอก สูงบ้างเตี้ยบ้าง มีผิวสีเหลืองและมีโครงสร้างทางพันธุกรรมเหมือนกับมนุษย์ ส่วนใหญ่จะมีตา 2 ดวงแต่บางตัวอาจจะมีดวงตาเดียว ชอบกล้วยและแอปเปิ้ล(หรือแพ็พเปิ้ล ตามที่พวกเค้าเรียกกัน)เป็นพิเศษ ท่าทางการเคลื่อนไหวของพวกเขาจะออกแนวสั่นๆและเมื่อมีการหยิบจับอะไรจะออกแนวตระครุบ ความสามารถพิเศษของมินเนี่ยนคือสามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแท่งเรืองแสงได้ในที่มืด(เหมือนแท่งไฟฟอสฟอรัสที่หักแล้วจะสว่าง) มิเนี่ยนทั้งหมดจะทำงานขึ้นตรงกับมิสเตอร์กรูว์และดอกเตอร์เนฟาริโอด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยการทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นช่วยสร้างอาวุธทำลายล้าง ช่วยปฏิบัติการเรื่องชั่วร้าย(ที่จะมาพร้อมความตลก) ไปจนถึงช่วยทำงานจิปาถะอย่างการทำความสะอาดบ้าน ดูแลลูกๆของมิสเตอร์กรูว์ เรียกได้ว่าให้ทำอะไรมินเนี่ยนทำหมด(แต่ผลที่ออกมาเป็นอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ฮ่าๆ)
มินเนี่ยน สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ แต่ภาษาของพวกเขาเป็นอะไรที่เปรียบได้ว่าเหนือจินตนาการ แต่ก็มีบางคำที่มินเนี่ยนสามารถพูดได้อย่าง “กล้วย, แอปเปิ้ล, มันฝรั่ง, ก้น, กางเกงลิง” โดยส่วนใหญ่จะพูดออกมาแค่คำศัพท์ตัวเดียว และตามมาด้วยภาษาของพวกเขา แต่ก็มีการพบว่าภาษาของมินเนี่ยนนั้นมีพื้นเพมาจากภาษาสเปน
“ปาปาด๊อม? (Poppadom?)”- เป็นวลีติดปากขอพวกมินเนี่ยน
“โน โน โน, ปาโป๊ย ปาโป๊ย! (“No, no, no. Pa POY. Pa POY!)”- เป็นคำพูดของมินเนี่ยนที่พยายามจะอธิบายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับของเล่นให้มินเนี่ยนตัวอื่นๆฟัง ลองชมตัวอย่างการสนทนาของมินเนี่ยนดูครับ
ประวัติ Monster inc
ประวัติ Monster inc
Posted on by dusittaoumoum
เรื่องย่อ
เมื่อถึงเวลาขึ้นนอน เด็กๆทั่วโลกต่างรู้ดีว่า เมื่อพ่อแม่ของพวกเขาพาพวกเขาขึ้นเตียงนอน และปิดไฟมืดเมื่อไหร่ สัตว์ประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูตู้เสื้อผ้าจะกระโดดออกมาทันที แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยก็คือ ที่สัตว์ประหลาดเหล่านี้ต้องหลอกให้เด็กๆ กลัวไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นส่วนตัว มันคือ ?งาน? ของพวกสัตว์ประหลาดทั้งหลาย
มอนสโทรโพลิสคือบ้านของเหล่าประชากรสัตว์ประหลาดที่มีทุกรูปร่างและทุกขนาด แหล่งพลังงานหลักของพวกมันได้มาจากเสียงกรีดร้องของมนุษย์ และโรงงานที่ผลิตเสียงกรีดร้องขนาดใหญ่ที่สุด ก็คือ Monster, Inc. (หรือเอ็มไอ) ทีมสัตว์ประหลาดแถวหน้าของโรงงานจะเดินทางสู่โลกมนุษย์โดยผ่านประตูตู้เสื้อผ้าในยามค่ำคืน ก็เพื่อหลอกเด็กๆ ให้ตกใจกลัว และเก็บเสียงกรีดร้องของพวกเขาเอาไว้ ที่ทำให้งานนี้ยากมากขึ้นก็คือความจริงที่ว่า สัตว์ประหลาดเหล่านี้เชื่อว่าพวกเด็กๆ คือของมีพิษ และถ้าไปแตะโดนตัวเด็กเข้าจะนำมาซึ่งหายนะ
พนักงานที่เก่งที่สุดที่Monster, Inc. ก็คือ เจมส์ พี ซัลลิแวน หรือซัลลีย์ สัตว์ประหลาดตัวสีเขียวอมฟ้าที่มีส่วนสูงแปดฟุต และมีจุดสีม่วง รวมถึงเขาบนหัว ผู้ช่วยสร้างเสียงกรีดร้องของซัลลีย์ ก็คือ สัตว์ประหลาดตาเดียวตัวสีเขียวที่ชื่อว่า ไมค์ วาโซว์สกี้ ที่เผอิญเป็นเพื่อนร่วมห้อง และเป็นเพื่อนซี้ของซัลลีย์ด้วย สำหรับคู่ซี้สองตัวนี้ ชีวิตมีความสุข ซัลลีย์อยู่ในยุครุ่งโรจน์ ปราศจากคู่แข่งใดๆ เว้นแต่เจ้ากิ้งก่าที่ชื่อว่า แรนดัลล์ บ็อกก์ส ผู้สร้างเสียงกรีดร้องได้เป็นอันดับสอง รองจากซัลลีย์ ขณะเดียวกันนั้น ความพยายามที่ไมค์พากเพียรจีบสาวที่ชื่อว่า ซีเลีย ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของบริษัท เริ่มส่งผล เฮนรี่ เจ วอเตอร์นูส ประธานกรรมการบริหารของMonster, Inc. ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์อันเนื่องมาจากความจริงที่ว่า พวกเด็กๆ เริ่มไม่กลัวอะไรง่ายๆ เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
คืนหนึ่ง ซัลลีย์พบตัวเองยืนอยู่ที่ชั้นแห่งความกลัว และยังพบอีกว่า ประตูที่เปิดไปสู่ตู้เสื้อผ้าไม่ได้แปลงสภาพกลับไปเป็นท่อทางเดิน เมื่อเปิดประตูเพื่อสืบหาสาเหตุ ซัลลีย์ก็ต้องยอมรับว่า มีเด็กมนุษย์เพศหญิงคนหนึ่งหลุดรอดมายังโลกของเขาแล้ว ด้วยความเชื่อฝังหัวว่าเด็กๆ มีพิษ ซัลลีย์พยายามที่จะเอาชนะความกลัวของตัวเอง และจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่กลับพบว่าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น เขากับไมค์ต้องพาเด็กหญิงคนนั้น ซึ่งซัลลีย์ตั้งชื่อว่า บู กลับไปยังบ้านจนกว่าพวกเขาจะคิดหาทางออกได้ วันต่อมา พวกเขาจัดการปลอมแปลงบูให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง และพาเธอไปยังโรงงานโดยหวังจะส่งเธอกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
คืนหนึ่ง ซัลลีย์พบตัวเองยืนอยู่ที่ชั้นแห่งความกลัว และยังพบอีกว่า ประตูที่เปิดไปสู่ตู้เสื้อผ้าไม่ได้แปลงสภาพกลับไปเป็นท่อทางเดิน เมื่อเปิดประตูเพื่อสืบหาสาเหตุ ซัลลีย์ก็ต้องยอมรับว่า มีเด็กมนุษย์เพศหญิงคนหนึ่งหลุดรอดมายังโลกของเขาแล้ว ด้วยความเชื่อฝังหัวว่าเด็กๆ มีพิษ ซัลลีย์พยายามที่จะเอาชนะความกลัวของตัวเอง และจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่กลับพบว่าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น เขากับไมค์ต้องพาเด็กหญิงคนนั้น ซึ่งซัลลีย์ตั้งชื่อว่า บู กลับไปยังบ้านจนกว่าพวกเขาจะคิดหาทางออกได้ วันต่อมา พวกเขาจัดการปลอมแปลงบูให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง และพาเธอไปยังโรงงานโดยหวังจะส่งเธอกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
ไมค์กับซัลลีย์ต้องเสี่้ยงต่อความปลอดภัยของตัวเอง ขณะที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อส่งบูกลับไปยังโลกมนุษย์ ก่อนที่สัตว์ประหลาดตัวใดจะรู้ความจริงเข้า ทั้งซัลลีย์และไมค์ได้เข้าไปสะดุดแผนการขยายโรงงานผลิตโดยไม่รู้ตัว และพวกเขาต้องพบว่า พวกเขายืนอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผนเข้าพอดี
นักแสดง monster inc
เจมส์ พี ซัลลิแวน(ซัลลีย์)
เจมส์ พี ซันลิแวน
คือสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่สูงถึง 8 ฟุต ขนปุกปุยสีเขียวอมฟ้าที่มีแต้มจุดสีม่วง และมีเขาสองข้าง สัตว์ประหลาดหน้าตาน่ากลัวตัวนี้คือสิ่งสุดท้ายที่พวกเด็กๆ อยากจะพบภายในตู้เสื้อผ้าของพวกเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซัลลีย์ก็คือสัตว์ประหลาดที่สร้างเสียงกรีดร้องได้มากที่สุดในโรงงานMonster, Inc. อย่างไรก็ดี ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัว ซัลลีย์ก็คือเจ้าหมีเท็ดดี้แบร์ และการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิดกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อว่า บู ได้เผยให้เห็นถึงความสุภาพอ่อนโยนและบุคลิกที่ดูอบอุ่นภายในตัวซัลลีย์ นักแสดงยอดฝีมืออย่างจอห์น กู๊ดแมน (The Emperor?s New Groove, O Brother Where Art Thou?, Raising Arizona) เป็นผู้ให้เสียงพากย์แก่ซัลลีย์ และได้มอบเสน่ห์อันเหลือล้นให้กับยักษ์ใหญ่ใจดีตัวนี้ที่กำลังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักอก
ไมค์ วาโซว์สกี้
ไมค์ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวเขียวที่มีปัญญาฉับไวตัวนี้คือชีวิตของกลุ่มสัตว์ประหลาด และมีตาเดียวไว้สำหรับมองสาวๆ (โดยเฉพาะซีเลีย) ถึงแม้ว่าไมค์จะไม่ค่อยได้มองตาประสานตากับเพื่อนร่วมบ้านที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเขาด้วย แต่ไมค์ก็ภูมิใจในตัวซัลลีย์ และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นทั้งเพื่อนที่ซื่อสัตย์และใส่ใจเมื่อถึงเวลาที่ซัลลีย์มีปัญหา ตัวละครที่ทั้งตลกและมีสีสันตัวนี้ให้เสียงพากย์ที่สดใสโดยบิลลี่ คริสตัล ผู้มากไปด้วยความสามารถ และเคยฝากผลงานอันน่าประทับใจไว้แล้วทั้งในฐานะนักแสดง ดาราตลก ผู้กำกับ และยังเป็นพิธีกรเวทีออสการ์ที่ทุกคนชื่นชอบอีกด้วย
บู(Boo)
เด็กหญิงผู้กล้าหาญที่ค้นพบชีวิตอีกด้านหนึ่งของประตูตู้เสื้อผ้า ซึ่งทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น และไม่กลัวเกรงอะไร บูเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยที่เธอมีพร้อมกับซัลลีย์และไมค์ในนครมอนสโทรโพลิส เธอไม่ประสาต่อความวุ่นวายที่เธอเป็นผู้ก่อ และอันตรายที่เธอกำลังเผชิญ แมรี่ กิ๊บบ์ส (ซึ่งปัจจุบันอายุสี่ขวบครึ่ง) ลูกสาวร็อบ กิ๊บบ์ส ศิลปินแผนกพัฒนาเรื่องของพิกซาร์ ประเดิมงานแสดงชิ้นแรกด้วยการให้เสียงพากย์กับตัวละครตัวนี้ และยังเป็นผู้มอบบุคลิกบางส่วนให้กับตัวละครตัวนี้ด้วย
ประวัติคิตตี้
“เฮลโล คิตตี้ ( Hello Kitty ) ” เป็นตัวการ์ตูนลักษณะคล้ายแมวพันธุ์บ๊อบเทล เพศเมียสีขาว มีลักษณะเด่น คือ ผูกโบแดงที่หูซ้ายและไม่มีปาก ผลิตโดยบริษัทซานริโอ ของประเทศญี่ปุ่น ออกแบบโดย ยูโกะ ชิมิซุ

ข้อมูลน่ารู้ เฮลโล คิตตี้
- มีชื่อจริงว่า “คิตตี้ ไวท์”
- วันเกิดคิตตี้ : เกิดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2517 ในแถบชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
- อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กซึ่งมีหลังคาสีแดงกับครอบครัว
- คิตตี้มีส่วนสูงเท่ากับแอปเปิ้ล 5 ผล และน้ำหนักเท่ากับแอปเปิ้ล 3 ผล
- เลือดกรุ๊ปเอ
- ชอบสีชมพู
- มีอุปนิสัยร่าเริง อบอุ่นและใจดี
- ด้านงานอดิเรก ชอบสะสมของเล็กของน้อย และทำขนมหวานเก่ง โดยมีเมนูโปรดเป็นของหวานอย่าง พายแอปเปิ้ลฝีมือแม่ ฮอตเค้ก และพุดดิ้ง
- นอกจากนั้น วิชาที่คิตตี้ชอบเรียนในโรงเรียน คือ ภาษาอังกฤษ ดนตรีและศิลปะ จึงมีความใฝ่ฝันจะเป็นนักเปียโนหรือกวี
- คิตตี้มีสัตว์เลี้ยงเป็นแมวพันธุ์เปอร์เซียชื่อ ชาร์มมี่ คิตตี้ (Charmmy Kitty) , หนูแฮมสเตอร์ชื่อ ชูการ์ (Sugar)
- คิตตี้มีฝาแฝดด้วย นั่นคือ มิมมี่ ไวท์ หรือก็คือตัวการ์ตูนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนเธอ แต่ผูกโบสีเหลือง
- บ้านเธอยังมีแมวน้ำอาศัยอยู่ด้วยนะ
- และเป็นแฟนกับเพื่อนในวัยเด็กที่ชื่อ แดเนียล สตาร์
ปัจจุบันอายุย่างเข้าปีที่ 43 (ปี 2560)

แรงบันดาลใจ ที่มาของ คิตตี้
สำหรับที่มาของชื่อ “เฮลโล คิตตี้” นั้น นางยูโกะ ชิมิซุ ผู้ออกแบบเผยว่า .. ได้แรงบันดาลใจจากนิยายชื่อดังของนักประพันธ์ ลีวิส แครอลล์ เรื่อง “Through The Looking Glass” ที่อลิซ ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องนั้นเล่นกับแมวที่ชื่อ “คิตตี้” นอกจากนั้น นายชินทาโร่ ซูจิ ผู้ก่อตั้งบริษัทซานริโอระบุว่าปรัชญาในการทำงาน คือ ความต้องการจะสื่อสารกับสังคม จึงเป็นที่มาของการเติมคำว่า “เฮลโล” นำหน้า “คิตตี้”
นอกจากนั้น อีกหนึ่งจุดเด่นที่หลายคนมักถามถึง คือทำไมคิตตี้จึงไม่มีปาก ทางด้านโฆษกของซาน ริโอกล่าวว่า ตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น เพราะง่ายต่อการที่คนมองแล้วจะสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคิตตี้ คนดูจึงมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวการ์ตูนเองว่ากำลังมีความสุขหรือเศร้า
“คิตตี้” เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2517 เป็นกระเป๋าผ้าใบใส่เหรียญสตางค์ จากนั้นในปีพ.ศ.2519 จะไปโด่งดังในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการค้าไปทั่วโลก โดยขยายสินค้าออกไปหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา หรือเสื้อผ้าและเครื่องประดับ กระทั่งถึงเครื่องบินแอร์บัส เฮลโล คิตตี้ รุ่น เอ33-200
นอกจากนั้นยังถูกนำไปผลิตเป็นละครโทรทัศน์กว่า 30 ตอน ตั้งแต่ปีพ.ศ.2542-2554 และยังมีสวนสนุกในร่มที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิดจากคิตตี้อย่าง “ซานริโอ พูโรแลนด์” และ “ฮาร์โมนีแลนด์” อีกด้วย
แม้กลุ่มเป้าหมายหลักของสินค้า “เฮลโล คิตตี้” จะเป็นเยาวชน แต่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่หันมาสนใจเฮลโล คิตตี้ ในฐานะสินค้าย้อนยุคมากขึ้น ซึ่งในปีพ.ศ.2551 บริษัทซานริโอระบุว่ามีสินค้าที่ใช้เฮลโล คิตตี้ เป็นสัญลักษณ์กว่า 50,000 รายการใน 60 ประเทศทั่วโลก และทำกำไรให้กับบริษัทราว 15,000 ล้านบาท

แต่คิตตี้ไม่ใช่แมว
ซึ่งเรื่องทาง Sanrio เผยว่าจริง ๆ เป็น เด็กผู้หญิง โดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 เว็บไซต์เดลี่เมลของอังกฤษ รายงานว่า จากการให้สัมภาษณ์ของคริสติน ยาโนะ หัวหน้าผู้ดูแลงานนิทรรศการ เฮลโล คิตตี้ (Hello Kitty) ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติญี่ปุ่น-สหรัฐอเมริกา ในนครลอสแอนเจลิส ระบุว่า บริษัทซานริโอเอง มองว่าตัวการ์ตูน เฮลโล คิตตี้ (Hello Kitty) เป็นมนุษย์เด็กผู้หญิง ไม่ใช่แมวอย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน
โดยคริสติน ยาโนะ กล่าวว่า หนึ่งในเรื่องที่ซานริโอตั้งใจจะเขียนสคริปต์มา เพื่อปรับความเข้าใจของผู้ชมในนิทรรศการนี้ คือ เฮลโล คิตตี้ (Hello Kitty) ไม่ใช่แมว เธอเป็นตัวการ์ตูนเด็กผู้หญิงชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ชานกรุงลอนดอน เธอมีชื่อจริงว่า คิตตี้ ไวท์ เรียนอยู่ ป.3 เธอเป็นเพื่อน แต่เธอไม่ใช่แมว ไม่เคยมีการนำเสนอว่าเธอเองเดินด้วยขา 4 ขา เธอยืนและนั่งเหมือนกับมนุษย์ที่มี 2 ขา และเธอก็เลี้ยงแมวเอาไว้เองด้วย แมวตัวนั้นมีชื่อว่า ชาร์มมี่ คิตตี้ นอกจากนี้เธอยังมีฝาแฝดด้วย นั่นคือ มิมมี่ ไวท์ และที่บ้านของเธอก็ยังมีแมวน้ำอาศัยอยู่หลังบ้านด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาเหล่าแฟนการ์ตูนซานริโอ ตะลึงไปตามๆ กัน และกลายมาเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีอยู่พักหนึ่ง
… แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังคิดเสมอว่า คิตตี้คือแมว และเราก็ยังรักเธออยู่เสมอมา KISS KISS
ภาษาอังกฤษ
| English | |
| ออกเสียง | /ˈɪŋglɪʃ/ อิงกลิช /ˈɪŋlɪʃ/ อิงลิช |
|---|---|
| ประเทศที่มีการพูด | ดูด้านล่าง |
| จำนวนผู้พูด | ภาษาที่หนึ่ง 360 ล้านคน (2553)[1] ภาษาที่สอง 375 ล้านคน และภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ 750 ล้านคน[2] (ไม่พบวันที่) |
| ตระกูลภาษา | |
| สถานภาพทางการ | |
| ภาษาทางการ | 54 ประเทศ องค์การมิใช่รัฐ 27 องค์การ และอีกหลายองค์การ |
| รหัสภาษา | |
| ISO 639-1 | en |
| ISO 639-2 | eng |
| ISO 639-3 | eng |
ประเทศที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการหรือเป็นภาษาราชการโดยพฤตินัย หรือเป็นภาษาประจำชาติ และประชากรส่วนใหญ่พูดเป็นภาษาแม่
ประเทศที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่มิใช่ภาษาหลัก
| |
ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษใหม่ เป็นภาษาในกลุ่มภาษาเจอร์แมนิกตะวันตกที่ใช้ครั้งแรกในอังกฤษสมัยต้นยุคกลาง และปัจจุบันเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลก[3] ประชากรส่วนใหญ่ในหลายประเทศ รวมทั้ง สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกาแคนาดา ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และประเทศในแคริบเบียน พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่ง ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ที่มีผู้พูดมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก รองจากภาษาจีนกลางและภาษาสเปน[4] มักมีผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างกว้างขวาง และภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของสหภาพยุโรป หลายประเทศเครือจักรภพแห่งชาติ และสหประชาชาติ ตลอดจนองค์การระดับโลกหลายองค์การ
ภาษาอังกฤษเจริญขึ้นในราชอาณาจักรแองโกล-แซ็กซอนอังกฤษ และบริเวณสกอตแลนด์ตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน หลังอิทธิพลอย่างกว้างขวางของบริเตนใหญ่และสหราชอาณาจักรตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผ่านจักรวรรดิอังกฤษ และรวมสหรัฐอเมริกาด้วยตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20[5][6][7][8] ภาษาอังกฤษได้แพร่หลายทั่วโลก กลายเป็นภาษาชั้นนำของวจนิพนธ์ระหว่างประเทศและเป็นภาษากลางในหลายภูมิภาค[9][10]
ในประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษกำเนิดจากการรวมภาษาถิ่นหลายภาษาที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันเรียกรวมว่า ภาษาอังกฤษเก่า ซึ่งผู้ตั้งนิคมนำมายังฝั่งตะวันออกของบริเตนใหญ่เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 คำในภาษาอังกฤษจำนวนมากสร้างขึ้นบนพื้นฐานรากศัพท์ภาษาละติน เพราะภาษาละตินบางรูปแบบเป็นภาษากลางของคริสตจักรและชีวิตปัญญาชนยุโรป[11] ภาษาอังกฤษยังได้รับอิทธิพลเพิ่มจากภาษานอร์สเก่าเพราะการบุกครองของไวกิ้งในคริสต์ศตวรรษที่ 9 และ 10
การพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ทำให้ภาษาอังกฤษยืมคำมาจากภาษานอร์มันอย่างมาก และสัญนิยมคำศัพท์และการสะกดเริ่มให้ลักษณะความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มภาษาโรมานซ์[12][13] แก่ภาษาที่ต่อมากลายเป็นภาษาอังกฤษกลาง การเลื่อนสระครั้งใหญ่ (Great Vowel Shift) ซึ่งเริ่มขึ้นทางตอนใต้ของอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการกำเนิดของภาษาอังกฤษใหม่จากภาษาอังกฤษกลาง
เนื่องจากการกลมกลืนคำจากภาษาอื่นมากมายตลอดประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษใหม่จึงมีคำศัพท์ใหญ่มาก โดยมีการสะกดที่ซับซ้อนและไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสระ ภาษาอังกฤษใหม่ไม่เพียงแต่กลมกลืนคำจากภาษาอื่นของยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมภาษาอื่นทั่วโลกด้วย พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ดแสดงรายการคำไว้กว่า 250,000 คำ ซึ่งยังไม่รวมศัพท์เทคนิค วิทยาศาสตร์และสแลง[14][15]
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


